จุดที่น่าสนใจคือ ต้นทุนของ “ค่าบรรจุภัณฑ์” เช่น ค่าซอง ค่ากล่อง สูงไม่แพ้ต้นทุนของ “แป้งสาลี” ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเส้นมาม่า
ผลจากสงครามในช่วงนี้ทำให้ต้นทุนของค่าบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 20% ตั้งแต่เดือนนี้ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนมาม่าต่อซองเพิ่มขึ้น 4%
ส่วนแป้งสาลีที่เป็นการนำเข้า 100% ไม่กระทบเท่ากับช่วงสงครามยูเครน แต่กระทบในส่วนของค่าขนส่งเพียงเล็กน้อยจากราคาน้ำมัน
คุณพันธ์ พะเนียงเวทย์ ยืนยันว่า “มาม่าจะยังไม่ปรับราคาขึ้น” “ยังทนได้” และสินค้าไม่ขาดตลาด ไม่ต้องตุน
วัตถุดิบต่าง ๆ บริษัทมีการสั่งเตรียมไว้ถึงช่วงเดือนสิงหาคม / กันยายน ทำให้หากจะมีการขึ้นราคาจริง คือหลังเดือน มิ.ย. เป็นต้นไป เพราะคาดว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้ต้นทุนต่าง ๆ ที่ปรับสูงขึ้น
แต่จะไม่ใช่การขึ้นแบบทันที เพราะต้องยื่นเรื่องไปยังกระทรวงพาณิชย์ ประชาชนจะมีเวลาเตรียมตัว ตลอด 26 ปี ที่คุณพันธ์ พะเนียงเวทย์ เข้ามาทำงาน มาม่ามีการปรับขึ้นราคา 2 ครั้ง
– ปี 2551 จาก 5 บาท เป็น 6 บาท
(หากไม่ขึ้นราคา มาม่าอาจขาดทุน 300 ล้านบาท)
– ปี 2565 จาก 6 บาท เป็น 7 บาท
(ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หากไม่ขึ้นราคา มาม่าอาจขาดทุน 1,700 ล้านบาท)
“มาม่า” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าควบคุมภายใต้การดูแลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
การขึ้นราคาต้องขออนุญาต และที่ผ่านมาได้ขอไปเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
รวมถึงไม่สามารถลดขนาดลงได้ด้วย เพราะเป็นสินค้าควบคุม
คุณพันธ์ยังเล่าถึงกำไรในครึ่งปีแรกของปี 2565 มาม่ามีกำไร 1,100 ล้านบาท มาจากการส่งออก 800 ล้านบาท และมาจากการลงทุนอื่น ๆ เกือบ 300 ล้านบาท
ส่วนกำไรจากการขายในประเทศอยู่ที่ 50 ล้านบาท จากยอดขาย 7,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.71%
“เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี มาม่าขายได้พอ ๆ กัน”
ส่วนกลยุทธ์เอาตัวรอดของมาม่าในยุคที่พลาสติกขาด และวัตถุดิบที่ใช้พิมพ์ซองมาม่ามีราคาสูงขึ้น
คุณพันธ์มองถึงความเป็นไปได้ในการพิมพ์ซองมาม่าแบบใช้สีน้อยลง สีจางลง หรือขายมาม่าแบบแพ็ก 6 หรือ 12 ก้อนในซองเดียว เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น
“แป้งสาลี น้ำมันไม่ได้ขาด ขาดส่วนไหนให้ลดส่วนนั้น”
อาจส่งผลกระทบต่อการออกรสชาติใหม่ หรือรสชาติที่ไม่ใช่รสยอดฮิต ซึ่งขายช้า อาจต้องหยุดผลิต
เพื่อบริหารวัตถุดิบในการทำบรรจุภัณฑ์ให้กับรสชาติยอดฮิตและรสชาติขายดีเป็นหลักก่อน
และในช่วงเวลาแบบนี้คุณพันธ์ให้ยึดวิธีคิดแบบ “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” ซึ่งอาจทำให้กำไรน้อยลงบ้าง แต่ก็เหมือนการพยุงให้ทุกส่วนรอด เพราะทุกคนจะตั้งหน้าตั้งตาเอากำไรเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมในช่วงเวลาแบบนี้ไม่ได้
ถ้าทำแบบนั้นคนตายคือประชาชน…

