หากมองมายังเส้นทางของตลาดเยลลี่และเยลลี่พร้อมดื่มในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงปี 2022 สามารถรักษาการขยายตัวได้ต่อเนื่องหลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด และถือเป็นช่วงเวลาของการทรานส์ฟอร์มจากที่เคยเป็นเพียงขนมทานเล่น ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์และฟังก์ชันนอลดริงก์อย่างเต็มตัว

ตลาดเยลลี่และเยลลี่พร้อมดื่ม 3,000 ล้าน 

เคี้ยวดื่มสนุกแค่ไหนรับซัมเมอร์

ปี ค.ศ. มูลค่าตลาดเยลลี่และเยลลี่พร้อมดื่มโดยประมาณ / ล้านบาท อัตราการเติบโตเทียบกับปีที่ผ่านมา
2021 2,400 ทรงตัว
2022 2,700 12.5%
2023 2,900 7.41%
2024 3,018 4.07%
2025 3,139 4.01%
2026 (คาดการณ์) 3,296 5%
ที่มา : Marketeer รวบรวม อ้างอิงนีลเส็นไอคิว และการคาดการณ์ของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาด, เมษายน 2026

ในปี 2026 คาดการณ์มูลค่าตลาดเยลลี่โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 3,296 ล้านบาท การขยายตัวนี้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว แต่ผู้ประกอบการไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องความอร่อยหรือกินเพื่อให้อิ่มท้องอีกต่อไป 

ตลาดได้เปลี่ยนผ่านสู่การมุ่งเน้นการขายฟังก์ชันเพื่อสุขภาพ ประสบการณ์แปลกใหม่ และคุณค่าทางจิตใจ ตลอดจนสภาพอากาศที่คาดการณ์ว่าปีนี้ อากาศจะร้อนขึ้นและร้อนยาวนานกว่าปีก่อน ผู้บริโภคมองหาเครื่องดื่มและขนมที่ให้ความสดชื่น ก็จะส่งผลดีต่อตลาดเยลลี่ไปในตัว 

เมื่อเราลองเจาะลึกลงไปในโครงสร้างตลาด แบรนด์ “เจเล่” (Jele) ภายใต้กลุ่มศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง คือผู้นำซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงระดับ 70-80% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

ทำให้ยอดขายของเจเล่แทบจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดเยลลี่ในไทย เจเล่มีความได้เปรียบเด็ดขาดด้าน Economy of Scale ต้นทุนการผลิต และเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายที่เจาะลึกถึงระดับร้านโชห่วยทั่วประเทศ โดยใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่ตอบโจทย์แต่ละช่องทาง เช่น วางจำหน่ายในราคา 5 บาทสำหรับร้านโชห่วยเพื่อให้ตัดสินใจซื้อง่าย และ 10-15 บาทสำหรับร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า

ทว่าส่วนแบ่งตลาดอีกราว 20-30% ที่เหลือนั้น ถือเป็นสมรภูมิที่แข่งขันกันอย่างสูง โดยมีผู้ท้าชิงที่พยายามกินส่วนแบ่งตลาดมากมาย 

วิตอะเดย์ (Vitaday) เยลลี่แบบซองบีบภายใต้กลุ่มเจนเนอรัล เบฟเวอร์เรจ ที่กระโดดเข้ามาเล่นโดยชูจุดแข็งเรื่องสุขภาพและความงาม

กุมิ กุมิ เยลลี่ (Gumi Gumi Jelly) เยลลี่แบบซองบีบภายใต้กลุ่ม SAPPE (เซ็ปเป้) ที่ส่งแบรนด์ลงมาแย่งพื้นที่ในกลุ่มเด็กนักเรียนและวัยรุ่น 

หรือแบรนด์เจ้าตลาดในฝั่งเยลลี่ถ้วยแบบดั้งเดิมอย่าง ปีโป้ (Pipo) ภายใต้กลุ่มยูโรเปี้ยนฟู้ด ก็ส่งเยลลี่แบบขวดเข้ามาแชร์ตลาดผ่านซับแบรนด์ ‘ปีโป้ เยลลี่ เชค’ (PiPo Jelly Shake) 

แต่หนึ่งในผู้ท้าชิงที่กำลังเติบโตอย่างสูงคือ “ซันซุ” (Sunsu) ภายใต้บริษัท ซันซุโซลูชั่น จำกัด ก่อตั้งโดยคู่ยูทูบเบอร์ดัง ‘ซารต์ ปัทมพร’ เเละ ‘กานต์ อรรถกร’ เจ้าของช่อง “Bearhug” ด้วยจุดแข็งที่เข้าใจอินไซต์ Gen Z (11-26 ปี) อย่างลึกซึ้ง จึงผลักดันแบรนด์ให้เติบโตก้าวกระโดด และก้าวขึ้นเป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในตลาดเยลลี่ได้อย่างรวดเร็ว

ซันซุ คือแบรนด์เยลลี่แบบซองบีบที่แจ้งเกิดด้วยจุดขาย “เยลลี่บุก 0 แคลอรี” แบรนด์เลือกเจาะตลาด Gen Z ด้วยแพ็กเกจจิ้งสไตล์มินิมอล และความเข้าใจอินไซต์ของวัยรุ่นอย่างลึกซึ้ง จนสามารถยึดพื้นที่ในใจผู้บริโภคและบีบให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องขยับตัวลงมาเล่นในสมรภูมิ Zero Sugar มากขึ้น

ในด้านกลยุทธ์สินค้า “เจเล่” มุ่งป้องกันแชมป์ด้วยการไม่เน้นสร้างแบรนด์ใหม่ให้เปลืองงบ แต่เลือกที่จะขยายฐานผู้บริโภคผ่านแบรนด์เจเล่เดิมที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว 

บริษัทมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น การเปิดตัวเยลลี่แบบซองบีบ “เจเล่ ชิววี่ เยลลี่ ไอซ์” (Jele Chewy Jelly Ice) ที่ชูคอนเซปต์แช่เย็นเป็นเยลลี่และแช่แข็งเป็นไอศกรีม ฉีกกฎวิธีการกินแบบ 2-in-1 

การออกผลิตภัณฑ์เยลลี่ในรูปแบบขวด “เจเล่ เยลลี่ โซดา” (Jele Jelly Soda) เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงกลุ่มเยลลี่แบบซองบีบ “เจเล่ฟิตต์” (Jele Fitt) ที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพุ่งเป้าเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ

ส่วนของกลยุทธ์ทางการตลาดในยุคปัจจุบัน ถือเป็นยุคที่งบโฆษณาถูกโยกไปสู่สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคสร้างสรรค์เนื้อหาและบอกต่อด้วยตนเอง โดยทั้งสองแบรนด์ต่างนำแนวทาง ‘การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแฟนคลับ’ มาเป็นตัวเร่งยอดขาย

เจเล่ เลือกใช้กลยุทธ์ Presenter & Experience ดึงศิลปินดาราและคู่จิ้นตัวท็อปมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดฐานแฟนคลับที่มีกำลังซื้อสูง นำโดยศิลปินอย่าง “ซี-นุนิว” หรือนักแสดงสองสาว “หลิงหลิง-ออม” มาเป็นพรีเซนเตอร์ เจเล่ใช้วิธีนำรูปศิลปินไปไว้บนบรรจุภัณฑ์เพื่อเปลี่ยนให้เป็นของสะสมทางอ้อม และใช้สิทธิพิเศษอย่างงาน Fan Meeting สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากระตุ้นยอดขายในช่วงระยะเวลาแคมเปญ

ทางฝั่ง “ซันซุ” เลือกเดินเกมผ่านกลยุทธ์ Gamification & Collectible Item โดยเปลี่ยนโปรดักต์เป็น “ตู้สุ่ม” ซ่อนการ์ดศิลปิน T-Pop ที่กำลังมาแรงอย่างวง BUS และ 4EVE ไว้ในซองเยลลี่ 

การมีของหายาก ยิ่งกระตุ้นให้แฟนคลับเหมาแผง เกิดเป็นตลาดรองที่มีการเทรดการ์ดกัน และสร้าง Word of Mouth ที่ทรงพลังให้แบรนด์อยู่ในกระแสโซเชียลได้ตลอด

ความเคลื่อนไหวของตลาดเยลลี่ สะท้อนชัดเจนว่าทิศทางของตลาดหลังจากนี้ รสชาติอร่อยเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ผู้ที่จะเติบโตได้คือ แบรนด์ที่สามารถนำเสนอ “คุณค่าทางใจ” เสิร์ฟพ่วงมาด้วย 

ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนประสบการณ์การบริโภค หรือพลังแฟนด้อมที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้ตลาดเยลลี่ในปีนี้ มีมูลค่าตลาดขยายตัวแตะ 3,296 ล้านบาทได้