เพราะ Gen Y เป็นกลุ่มที่น่าห่วงในเรื่องของการใช้เงิน

และเพราะพฤติกรรมซื้อของแบบมันต้องมี ทำให้บางครั้งกลุ่มเจนวายใช้จ่ายแบบไม่จำเป็น

และเกิดเป็นหนี้

ทำให้ธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี จับมือกับไวท์ไซท์ สำรวจพฤติกรรมทางการเงินของ Gen Y ผ่านแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40 เพื่อหวังจะช่วยกระตุ้นในเกิดการออมเงินที่ดีขึ้น

กาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร สื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ทีเอ็มบี มุ่งมั่นให้ความรู้ทางด้านการเงิน พร้อมทั้งมีการใช้เครื่องมือกระตุ้นให้คนมีพฤติกรรมทางการเงินที่ถูกต้อง

โดยเน้นถึงกลุ่มคนเป้าหมายที่เป็น Gen Y ช่วงต้นอายุระหว่าง 23-38 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มกำลังแรงงานสำคัญของประเทศ เริ่มทำงาน มีรายได้ แต่ไม่มีการวางแผนทางด้านการเงิน ไม่สามารถจัดการบริหารการเงินได้อย่างเหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่พร้อมเปิดรับคำแนะนำ และความรู้ทางด้านการบริหารจัดการเงิน

สำรวจแล้วพฤติกรรมเชิงลึกของ Gen Y เป็นอย่างไร

:: Gen Y 1.4 ล้านคน เป็นหนี้แบบผิดนัดชำระ ::

นริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics เปิดเผยข้อมูลว่า จำนวนคนกลุ่มเจนวาย (23-38 ปี)ในไทยมีอยู่ 14.4 ล้านคน โดย 50% ของกลุ่มคนเจนวาย หรือราว 7.2 ล้านคน มีภาระหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.23 แสนบาทต่อคน

และในจำนวนคนที่มีภาระหนี้ 7.2 ล้านคนนั้น มีอยู่กว่า 20% หรือ 1.4 ล้านคน เป็นกลุ่มที่ผิดนัดชำระ ซึ่งคิดเป็นหนี้เสีย 7% ของยอด NPL รวม

โดย 3 ทัศนคติที่ก่อให้เกิดหนี้ทั้งที่อาจจะไม่จำเป็นนั้นมาจาก
1. การบริโภคนิยม
2. ตัดสินใจซื้อแบบไม่คิด
3. ความสุขที่ซื้อด้วยประสบการณ์

:: หวังอยากมีบ้าน-รถ แต่ความจริงมีแต่หนี้! ::

นริศยังเปิดเผยอีกว่า จากการสำรวจความหวังของกลุ่มเจนวายที่อยากมีก่อนอายุ 40 ปี นั้นอยากมีบ้าน 48% รองลงมาเป็นรถยนต์ 22%

ขณะที่อยากมีเงินออมและสินทรัพย์อื่นๆ มีไม่มากที่ 13% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับกลุ่มเจนวายนั้นไม่ใช่เพราะพบว่า มียอดใช้จ่ายในกลุ่มสินค้า “ของมันต้องมี” ถึง 69% ส่วนสิ่งที่อยากมีอย่างบ้านและรถยนต์ มีสัดส่วนที่ลดลงมาอยู่ ที่ 12% และ 10% ตามลำดับ รวมทั้งสัดส่วนเงินออมที่ 9%

“โดยทีเอ็มบีไม่ได้ตัดสินว่าคนเจนวายใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่มองว่าเป็นการใช้จ่ายกับกลุ่มของมันต้องมีที่อาจจะไม่จำเป็น”

:: รายจ่ายของมันต้องมี มีไม่น้อย หมดเงินไปปีละ 1.37 ล้านล้าน ::

ถ้าขยายภาพให้ชัดเจนในแต่ละปีกลุ่มเจนวายใช้เงินไปกับ “ของมันต้องมี” ถึงปีละ 1.37 ล้านล้านบาท

เฉลี่ยต่อคนเจนวาย 1 คน จะใช้จ่ายกับของที่ไม่จำเป็นไปปีละเกือบ 1 แสนบาท หรือราว 1 ใน 4 ของรายได้ต่อปี

โดยส่วนใหญ่หมดเงินไปกับ
22% โทรศัพท์
11% เสื้อผ้า
8% เครื่องสำอาง
5% อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
4% กระเป๋า
2% นาฬิกา/เครื่องประดับ

หากลองนำตัวเลข 1.37 ล้านล้านบาทมาเทียบจะพบว่ามีมูลค่าเทียบเท่ากับ
– 13% ของรายได้ประเทศ (GDP)
– หรือ 8 เท่าของมูลค่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 – หรือ 91% ของมูลค่าการลงทุนในโครงการ EEC 5 ปี

:: ก็มันอยากได้ แต่เงินไม่พอเลยต้องกู้ ::

และเพราะอยากได้ซื้อตามเทรนด์กลัวเอาต์ มากกว่ามองว่าเป็นของที่จำเป็น และเงินที่ใช้ซื้อนั้นคนเจนวายส่วนใหญ่ 70% ระบุมีเงินไม่พอแต่ใช้การกู้เงินจากธนาคารและใช้บัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดแทน

:: อยากมีเงินล้าน แต่ออมแค่เดือนละไม่กี่พัน ::

นริศยังเปิดเผยอีกว่า กลุ่มเจนวายที่เริ่มต้นทำงานเฉลี่ยตั้งเป้าอยากมีเงินเก็บ 6 ล้านบาท แต่บอกจะออมเงินแค่เฉลี่ยเดือนละ 5,500 บาท ซึ่งถ้าเก็บด้วยอัตรานี้ต้องใช้เวลาถึง 90 ปี

ทั้งนี้ นริศแนะนำทิ้งท้ายว่า เพื่อนำไปสู่การมีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีหรือมีวินัยทางการเงิน สิ่งแรกที่แนะนำคือ ลดเงินที่ใช้กับ “ของมันต้องมี” ลงแค่ 50% ควบคู่กับวางแผนการบริหารเงินให้ดีโดยเพิ่มการออมการลงทุนให้ถูกที่ กลุ่มเจนวายจะมีเงินสะสมเพิ่มขึ้น 43,000 บาทต่อปี

เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี 20 ปี หรือยาวไป 30 ปีก็จะสามารถซื้อทรัพย์สินตามที่เคยตั้งความหวังไว้ได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นเมื่อทัศนคติถูก และความรู้ได้ การเปลี่ยนพฤติกรรมจะตามมา

ทั้งนี้ ทีเอ็มบีและไวท์ไซท์เลือกทำแคมเปญผ่านกลุ่ม Influencer เป็นกลุ่มแรก เพราะมองว่า Influencer มีอิทธิพลทางความคิดที่จะทำให้ผู้คนคล้อยตามได้ จึงเป็นที่มาในการสร้างแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40 ที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคน Gen Y ซึ่งมีการเปิดรับข้อมูล อัปเดตข่าวสารทางช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก

ในเฟสแรกได้เริ่มต้นกับ 5 กลุ่ม คือ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ,กันต์ กันตถาวร, กาละแมร์ พัชรศรี, มิ้นท์ บล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวจากเพจ I Roam Alone และ ช่า เจ้าของเพจบันทึกของตุ๊ด ที่มาร่วมแชร์เป้าหมายชีวิตให้คนที่ติดตามได้ฟังกัน โดยเฉพาะแฮชแท็กแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40 และเก็บข้อมูลจากคนที่มาแชร์ประสบการณ์ผ่านทั้งช่องทางเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer