เชื่อว่าหลายคนน่าจะเป็นกัน ….

เริ่มต้นปีใหม่ทีไร ก็จะตั้งปณิธานให้ตัวเองว่า “ปีนี้ ฉันจะ…”  ซึ่งหลายคนก็ประกาศอย่างเป็นทางการบนเฟซบุ๊ก แล้วพอสิ้นปีก็กลับพบว่า ยังทำไม่ได้

New Year Resolution ที่มักพบบ่อยๆ อาทิ “ปีนี้ ฉันจะลดน้ำหนัก”  “ปีนี้ ฉันจะกินคลีน” “ปีนี้ ฉันจะคิดบวก” ฯลฯ และหนึ่งในปณิธานอันดับต้นๆ ที่หลายคนมักตั้งใจว่าจะทำให้ได้ แต่สุดท้ายก็ยังทำไม่ได้ นั่นคือ “ปีนี้ ฉันจะเก็บเงินให้ได้มากๆ”

Marketeer ขอแนะนำ 5 วิธีการเก็บเงินมาให้เลือกใช้ตามกำลังทรัพย์และความชอบ เผื่อว่าอานิสงส์ของการปฏิบัติจะทำให้สิ้นปีนี้ฝันข้อนี้ของหลายๆ คนจะกลายเป็นจริง…

 

1. เก็บ “เหรียญสิบ” ตามเลขวัน

วันที่ 1 ให้หยอดเหรียญสิบ 1 เหรียญ วันที่ 2 หยอด 2 เหรียญ …วันที่ 10 หยอด 10 เหรียญ หรือจะเปลี่ยนเป็นหยอด “แบงก์ร้อย” แทนก็ได้ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนวันที่ 30 ก็หยอดไปเลย 30 เหรียญ หรือใส่กระปุกไป 300 บาท

พอสิ้นเดือน คุณก็จะมีเงินเก็บ 4,650 บาทในเดือนที่มี 30 วัน และ 4,960 บาท สำหรับเดือนที่มี 31 วัน แล้วพอสิ้นปี คุณจะมีเงินเก็บอย่างน้อย 55,800 บาท ซื้อทองหนัก 2 บาทกว่า ได้สบายๆ

2. หัก 10% ลด 10%

หลักการข้อนี้ฟังดูเหมือนง่าย แต่ปฏิบัติจริงยากมาก ต้องอาศัยวินัยขั้นสูง!!! เหมาะสำหรับคนที่ชอบความท้าทายและมุ่งมั่นตั้งใจที่จะลดค่าใช้จ่ายและเก็บเงินอย่างจริงจัง

สำหรับหลักการคือ “หัก 10%” คือทุกครั้งที่มีรายรับเข้ามา ให้หัก 10% ของเงินก้อนนั้น เก็บใส่กระปุกหรือบัญชี ส่วน “ลด 10%”  คือ ให้ลดค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 10% ทุกครั้งที่จะจ่าย เช่น เคยซื้อเสื้อผ้าครั้งละ 2,000 บาท ก็ลดเหลือ 1,800 บาท หรือเคยซื้อกาแฟใส่ทอปปิ้งต่างๆ จนราคาแก้วละ 150 บาท ให้ลดทอปปิ้ง 1 อย่าง ประหยัดได้ 15 บาท แล้วนำเงินที่ลดได้ทั้งหมดไปสมทบกับเงินเก็บก้อนแรก

วิธีนี้ พอสิ้นเดือนที่คุณนำเงินเก็บก้อนโตออกมานับ นอกจากจะปลื้มใจกับเงินที่เก็บได้ คุณยังจะภูมิใจกับค่าใช้จ่ายที่คุณลดลงได้ด้วย

3. เก็บ “แบงก์ 50 บาท” ทุกใบที่ได้รับ หรือเก็บทุกแบงก์ที่ลงท้ายด้วยเลขท้ายของวันเกิด

วิธีนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ต้องอาศัยโชคและความซื่อสัตย์ต่อตนเองเท่านั้น ทั้งในเรื่องของการเก็บและการไม่แอบเอาออกมาใช้!

จากการสำรวจคนรอบตัวที่ใช้วิธีนี้พบว่า พอตั้งปณิธานว่าจะเก็บ “แบงก์ 50” เท่านั้นแหละ ก็มักจะได้แบงก์ 50 มาบ่อยๆ หลายคนพอสิ้นปีถึงกับตกใจ เพราะเก็บได้มากถึง 400-600 ใบ หรือประมาณ 20,000-30,000 บาทเลยทีเดียว

แต่สำหรับคนที่เทพเจ้าแห่งการออมไม่เข้าข้าง ก็อาจจะตั้งปณิธานเป็น “เก็บทุกแบงก์ที่ลงท้ายด้วยเลขท้ายของวันเกิด” เช่น เกิดวันที่ 25 ก็เก็บทุกแบงก์ที่ลงท้ายด้วย 5 ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ 20 แบงก์ 500 หรือแบงก์ 1,000 (ยกเว้น เป็นแบงก์ 1,000 บาทสุดท้ายของเดือน ก็อาจอนุโลมให้ได้)

วิธีนี้จะบอกได้ยากว่า ณ สิ้นเดือนหรือสิ้นปี คุณจะเก็บได้เท่าไร เพราะขึ้นอยู่กับโชคชะตาและความซื่อสัตย์ของคุณล้วนๆ

4. SIX Jars หรือ “6 กระปุกหมูสู่ฝัน”

วิธีนี้เหมาะมากสำหรับมนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะคนที่อยากเริ่มต้นเป็นนักวางแผนการเงิน เพราะต้องอาศัยการทำการบ้านอย่างหนักในการออกแบบ 6 กระปุกว่าจะประกอบด้วย “เป้าหมายการใช้เงิน” อะไรบ้าง และในสัดส่วนเท่าไรที่จะเหมาะสม … 

สำหรับตัวอย่างที่ยกมา เป็นแนวคิดจากค่ายการเงินทิสโก้ที่ตั้งมาให้พื้นฐานสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นเก็บเงินแต่ยังไม่รู้ว่าจะออกแบบ 6 กระปุกอย่างไร โดยประกอบด้วย

กระปุกที่ 1 Living Expenses หรือกระปุกค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน โดยให้หักเก็บไว้ก่อนตั้งแต่เงินเดือนออก หลังจากนั้นค่าใช้จ่ายประจำเดือนให้ใช้เงินจากในกระปุกนี้เท่านั้น สำหรับสัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้และความสามารถในการประหยัดของแต่ละคน ซึ่งค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมอาจจะอยู่ระหว่าง 50-55%

กระปุกที่ 2 Retirement หรือกระปุกเพื่อวัยเกษียณ ถือเป็นเงินออมระยะยาว โดยสัดส่วนที่เหมาะสมก็ขึ้นกับจำนวนเป้าหมายที่ต้องมีหลังเกษียณ และระยะเวลาทำงานที่ยังเหลือ แต่ถ้าไม่อยากคิดมากและไม่ลำบากเกินไป ก็อาจจะหักไว้ 10% ของเงินเดือน

คำแนะนำพิเศษ สำหรับเงินก้อนนี้คือ แทนที่จะนำเงินก้อนนี้ไปใส่กระปุกจริงๆ อาจเปลี่ยนไปซื้อ RMF, SSF หรือกองทุนรวมอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

กระปุกที่ 3 Big Goal หรือกระปุกสานฝันใหญ่ ถือเป็นกระปุกที่ต้องมีการวางแผนระยะยาว เพราะฝันใหญ่มักใช้เงินเยอะ เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือซื้อรถ เป็นต้น สำหรับสัดส่วนก็ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น กับระยะเวลาในการเก็บเงิน แต่ถ้าคุณยังไม่มีฝันใหญ่เป็นชิ้นเป็นอันก็อาจจะเลือกเก็บไปเรื่อยๆ ที่สัดส่วน 10-15% …ข้อดีของกระปุกนี้คือ จะทำให้เราทำตามความฝันโดยไม่ต้องเป็นหนี้

กระปุกที่ 4 Have Fun หรือกระปุกเพื่อสันทนาการและปรนเปรอตนเอง เรียกว่าเป็นกระปุก “แก้เซ็ง” ก็ว่าได้ เอาไว้จ่ายเพื่อสนองความอยากหรือให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เช่น ซื้อเสื้อผ้า, ไปกินดื่มกับเพื่อนฝูง ฯลฯ หรือค่าใช้จ่ายเพื่อความสุขส่วนตัวที่อยู่นอกเหนือจาก Living Expenses

กระปุกที่ 5 Life-long Learning หรือกระปุกเพื่อพัฒนาตนเอง เพราะยุคนี้เป็นยุคที่คนทำงานอย่างเราต้องอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีและ AI ให้ได้ จึงต้องมีการ Reskill-Upskill ตลอดเวลา ดังนั้น ค่าใช้จ่ายตรงนี้อาจหมายถึงการซื้อหนังสือ ซื้อคอร์ส หรือไป Workshop ต่างๆ โดยสัดส่วนจะเป็นเท่าไร ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

กระปุกที่ 6 Charity หรือกระปุกออมบุญ เอาไว้สำหรับบริจาคหรือใช้กิจกรรมทำบุญต่างๆ นานา หรือบางคนอาจเปลี่ยนชื่อกระปุกนี้เป็น Sharing แล้วเก็บเงินไว้สำหรับเอาไปให้พ่อแม่แทนก็ได้

ต้องย้ำว่า ทั้ง 6 กระปุกที่ยกมาเป็นเพียงไอเดียตัวอย่างในการวางแผนการเงินในแต่ละเดือน ซึ่งบางกระปุกสำหรับบางคนอาจไม่จำเป็น หรือบางคนอาจอยากมีมากกว่า 6 กระปุก ก็สามารถทำได้ โดยไปปรับสัดส่วนของแต่ละกระปุกตามความเหมาะสม …โดยหนึ่งในกระปุกที่ควรมีเพิ่มเช่น “กระปุกยามฉุกเฉิน” ไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น เข้าโรงพยาบาล หรือมีกระปุกเพิ่ม เช่น “กระปุกเพื่อจ่ายประกัน” เป็นต้น

หลักปฏิบัติสำคัญสำหรับข้อนี้คือ 1) อย่าใช้เงินในกระปุกผิดวัตถุประสงค์ และ  2) ควรออกแบบกระปุกและสัดส่วนให้เรียบร้อยแล้วทำให้ได้ตามนั้น อย่าเพิ่มหรือลดสัดส่วนและกระปุกไปมาระหว่างปฏิบัติ โดยอาจกำหนดให้สามารถทบทวนสัดส่วนหรือเป้าหมายของแต่ละกระปุก 3-6 เดือนครั้ง 

5. ลด-ละ-เลิก

จริงๆ แล้ววิธีนี้ ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้กำลังใจตัวเองในการทำตามปณิธาน หรือ New Year Resolution ข้ออื่นให้สำเร็จ เช่น ลด-ชาไข่มุกวันละ 1 แก้ว, ละ-ชาบูอาทิตย์ 1 ครั้ง และ เลิก-ซื้อหวย/ลอตเตอรี่ หรือเลิกบุหรี่ จากนั้นก็ให้นำเงินที่ได้จากการ ลด-ละ-เลิก มาเก็บใส่กระปุก พอครบเดือนลองออกมานับ จำนวนเงินเก็บที่นับได้จะกลายเป็นกำลังใจในการ ลด-ละ-เลิก ซึ่งจะช่วยให้คนที่ตั้ง New Year Resolution ว่า “ปีนี้ ฉันจะผอม” “ปีนี้ ฉันจะสุขภาพดี” เป็นจริงเร็วขึ้นด้วย

 

สุดท้ายนี้ ต้องบอกว่า  5 วิธีนี้เป็นเพียงไอเดียตัวอย่างของการเก็บเงินให้ไม่น่าเบื่อ โดยกุญแจความสำเร็จของการออมก็คือ “วินัย” และการนำเงินออมที่ได้ไปสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ และตอบโจทย์ของเงินเก็บก้อนนั้น เช่น เงินเก็บเพื่อการเกษียณ ก็ควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำและได้เงินคืนมาแน่นอนเมื่อถึงวัยเกษียณ หรือเงินเก็บที่หักจากเงินเดือนทุกต้นเดือน อาจเปลี่ยนเป็นการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Stock) หรือลงทุนกองทุนทุกเดือนแบบอัตโนมัติ (DCA) เป็นต้น



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน