“ Singha Ventures ” ภารกิจลุย Startup

การมีรายได้นับแสนล้าน และมีอายุกว่า 85 ปี ทำให้ สิงห์” ถือเป็นหนึ่งในองค์กรยักษ์ใหญ่และเก่าแก่ของไทย

เพียงแต่การเป็นยักษ์ก็ยังถูกท้าทาย จากการพัฒนาของเทคโนโลยี ที่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในวันนี้ ให้ไม่เหมือนในวันวานในอดีต จนก่อให้เกิด ดิจิทัล ดิสรัปชั่น ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคารหรือภาคค้าปลีก

แม้ว่าวันนี้ดิจิทัล ดิสรัปชั่น จะเป็นภาพที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นกับสิงห์อย่างชัดเจน แต่การเตรียมตัวให้พร้อม ย่อมไม่เสียหายอะไร

Startup” ไม่ใช่เรื่องฉาบฉวย

นี่จึงเป็นที่มาของ Singha Ventures” ซึ่งมีบทบาทเป็น Corporation Venture Capital ที่จะเข้าไปลงทุนด้าน Startup ที่กำลังถูกมองว่า เป็นธุรกิจเกิดใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล หากมีแพลตฟอร์มที่ดี ก็จะสามารถสร้างการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

หลายคนอาจมองว่า Startup คือเรื่องที่ฉาบฉวย แต่สำหรับ ภูริต ภิรมย์ภักดีประธานกรรมการบริหาร Singha Ventures กลับไม่ได้มองเช่นนั้นเลย

างคนพอเราพูดถึงคำว่า Startup อาจจะมองว่าเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นเยอะมากๆ และก็อาจจะมองอีกมุมว่ามันฉาบฉวยหรือเปล่า ซึ่งจริงๆแล้ว ถ้าดูในอเมริกาท็อป 5 บริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อก่อนจะเป็นพวกน้ำมัน แต่ตอนนี้กลับเป็นบริษัทที่ล้วนแล้วเคยเป็น Startup มาแล้วทั้งสิ้น นั้นแสดงว่า Startup ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพ”

“ภูริต ภิรมย์ภักดี” ประธานกรรมการบริหาร Singha Ventures

เขาเล่าต่อว่า จริงๆแล้ว Startup เป็นสิ่งที่สิงห์สนใจมาสักพักแล้ว และเริ่มวางแผนอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปี 2017 และเริ่มก่อตั้ง Singha Ventures ในช่วงกลางปีก่อน โดยมีงบประมาณก้อนแรกทั้งสิ้น 25 ล้านเหรียญ

“สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า สิงห์เต็มที่และพร้อมกับ Startup จริงๆ คือการใช้เงินที่เปลี่ยนไป เดิมการจะลงทุนอะไรสักอย่าง จะต้องผ่านบอร์ดบริหารเพื่อให้พิจารณาก่อน แต่ Singha Ventures จะใช้วิธีขออนุมัติงบเป็นก้อนๆ แล้วจะพิจารณาการลงทุนเอง เพราะถ้าต้องผ่านบอร์ดจะต้องใช้เวลา แต่ Startup ต้องการความเร็วและคล่องตัว”

“อีกอย่างคือ สิงห์ จะนำจุดแข็งที่มีและของ Startup มาร่วมกันผสมผสาน และเร่งพัฒนาสเกล Startup เพื่อให้เติบโตอย่างรวดเร็วมากขึ้น”

ลงทุน 3 กลุ่มหลัก ตอบโจทย์การทำงานของ สิงห์”

สิ่งที่ สิงห์ มองหาจาก Startup คือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้กับธุรกิจของสิงห์เอง นั้นเพราะสิงห์มองว่า ในอนาคตใครจะรู้ว่าการทำเบียร์อาจจะถูกดิสรัปชั่นก็เป็นไปได้

โดยมี 3 อุตสาหกรรมหลักทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่ Singha Ventures ให้ความสนใจเข้าไปลงทุน ประกอบด้วย

1.สินค้าอุปโภคบริโภค(Consumer products) ทั้งกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องปรุงรส รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ

2.เทคโนโลยีในการจัดการห่วงโซ่การผลิต(Supply chain)ด้านการขนส่งและการจำหน่ายสินค้า เช่น การขนส่งถึงลูกค้าปลายทางโดยตรง (last mile) การขนส่งระหว่างภาคธุรกิจ (business to business solution :B2B) และการส่งสินค้าและบริการ e-commerce

3.ลงทุนในระบบหรือโปรแกรมต่างๆ เพื่อช่วยในการทำงานขององค์กร (Enterprise solutions) เช่น Software as a service (SaaS) Cloud computing ระบบการจ่ายเงิน และระบบการให้สินเชื่อแก่คู่ค้า

นอกจากนี้ยังให้ความสนใจในการลงทุนธุรกิจอื่นๆเพิ่มเติม เช่น ธุรกิจด้านสุขภาพ(Healthcare) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) เทคโนโลยีสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Property technology) และ Internet of Things (IoT) เป็นต้น

“การลงทุนจะโฟกัสธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจนมีตลาดและมีรายได้แล้ว (ระดับ Series A) โดยจะพิจารณาจากผู้ก่อตั้งว่ามีวิสัยทัศน์เป็นอย่างไรบ้าง”

“นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ใน การเข้าไปลงทุนในระดับ Seed Funding stage หากธุรกิจดังกล่าวเป็นไอเดียที่โดดเด่น และอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีสามารถนำมาพัฒนาต่อยอด”

“กำไร” คือผลพลอยได้

อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา Singha Ventures ได้เข้าไปลงทุนแล้ว ในกองทุน 2 แห่ง ในรูปแบบ Fund of Funds ได้แก่ Kejora กองทุนในอินโดนีเซีย เน้นการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค (Financial Technology) การขนส่ง และระบบงานเพื่อองค์กร

และ Vertex Ventures เป็นกองทุนในเครือของ Temasek จากสิงคโปร์ ที่เน้นการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ผ่านมือถือหรืออินเตอร์เน็ต อุปกรณ์หรือระบบที่ช่วยให้เทคโนโลยีทำงานได้ดีขึ้น และเทคโนโลยีอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ทั้งนี้ Vertex Ventures มีเครือข่ายทั่วโลกทั้งใน Silicon Valley, ประเทศจีน และประเทศอิสราเอล

ส่วนในปีนี้จะเน้นเข้าลงทุนตรงกับ Startup รวมไปถึงมีแผนที่จะเข้าลงทุนในกองทุน 500 TukTuk โดยในอนาคตอีก 2 ปี มีความเป็นไปได้ที่จะก่อตั้งกองทุนด้วย

การลงทุนในสตาร์ทอัพเป็นการลงทุนที่มองระยะยาว 3-5 ปี ไม่ใช่ต้องการให้ Exit ภายใน 6 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากเงินลงทุนที่ลงไปก็เริ่มได้รับผลตอบแทนแล้ว โดยมีกองหนึ่ง 2.5 และอีกกอง 3.XX นั้นหมายความว่าได้เงินลงทุนเพิ่ม 3 เท่า

ซึ่งต้องบอกว่าการลงทุนใน Startup ไม่ใช่ตัวที่ทำกำไร เพราะ Startup 100 บริษัท จะเติบโตเป็นยูนิคอร์นได้มีสัก 3 แห่งก็เหลือเชื่อแล้ว ดังนั้นกำไรแม้จะสำคัญแต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำเทคโนโลยีมาใช้กับสิงห์ เพื่อป้องกันไม่ให้การดิสรัปชั่นเกิดขึ้นกับสิงห์