She is Tae! หัวเรือใหญ่กันตนาที่เคยหลีกหนีจากวงการ เพราะงานเบื้องหน้าที่ถูกสังคมตัดสิน

หลายต่อหลายคนอาจจะมองว่าความสำเร็จของ คุณเต้ – ปิยะรัฐ นั้นได้มาเพราะนามสกุลกัลย์จาฤกที่พ่วงท้ายมากับชื่อ

ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง…..แต่เราว่ายังไม่ใช่ทั้งหมด

เพราะความเป็นทายาทเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คน ๆ นึงสามารถปรับเปลี่ยนภาพรวมขององค์กรให้ดูมีความเป็นคนรุ่นใหม่จนทำให้คนภายนอกยอมรับ ทำให้ผู้ถือหุ้นเชื่อใจและอนุมัติให้ผลิตคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่รู้ว่า Feedback จะออกมาดีหรือไม่ก็ตาม

แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่อย่างทุกวันนี้ ในอดีตคุณเต้เคยหลีกหนีจากวงการเพราะงานเบื้องหน้าที่ถูกสังคมวิพากย์วิจารณ์และตัดสิน

เคยเป็นเด็กเกเรที่พยายามจะปฏิเสธในสิ่งที่หล่อหลอมให้ตัวเองเติบโตมา

และหลังจากที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ ก็ยังมีความกลัวอยู่ข้างในเสมอว่าสักวันหนึ่ง Passion ที่ใช้หล่อหลอมชีวิตในการทำงาน…..จะหมดไป

เมื่อสถานะความเป็นลูกคุณพ่อ ชัดเจนกว่าการเป็นศิลปิน

หากจำกันได้ในอดีตเราจะเคยเห็นผลงานการเป็นนักร้อง-นักแสดงของ คุณเต้ ปรากฎอยู่บนหน้าจอ ที่แม้จะร้องเพลงเพราะหรือแสดงได้ถึงบทบาทขนาดไหน แต่นั่นก็ยังไม่สามารถลบคำสบประมาท ที่หลาย ๆ คนมักจะมองว่า

‘มายืนอยู่ตรงนี้ได้เพราะว่าเป็นลูกคุณพ่อ’ 

“ตอนนั้นเรามีความรู้สึกกดดันบางอย่าง ที่ไม่ใช่ความกดดันจากภายในครอบครัว แต่เป็นจากสังคมภายนอก ถึงเราจะตั้งใจทำงานขนาดไหน รักในสิ่งที่ทำมากแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังตัดสินเราด้วยสถานะความเป็นทายาทกันตนา ไม่ใช่ที่ผลงานของเรา แล้วด้วยความที่ยังเด็ก ตอนนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่มากพอ เราก็เลยตัดสินใจหันหลังให้กับมัน และรู้สึกไม่ชอบวงการเอาซะเลย

แต่สุดท้ายเราก็หลีกหนีจากสิ่งที่หล่อหลอมเรามาทั้งชีวิตไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะใหญ่ ๆ คุณพ่อ (จาฤก กัลย์จาฤก) ก็เลยเรียกเราไปคุย ว่ามันถึงเวลาแล้วไหม ที่เราจะต้องกลับมาทำในสิ่งที่เป็นเรา

เราก็เลยเปลี่ยนจากการเป็นคนเบื้องหน้ามาอยู่ข้างหลังแทน จำได้ว่าตอนนั้นเริ่มงานด้วยการเป็นผู้ช่วยคุณพ่อ ติดตามท่านไปทุกที่ พอได้เรียนรู้ไปสักระยะ ก็ถึงเวลาลงสนามจริงด้วยการทำรายการเป็นของตัวเอง”

จะเรียกว่าทำงานได้ คือไม่ใช่แค่ขายของได้ แต่ต้องเก็บตังค์มาให้ได้ด้วย

แม้ The Face Thailand จะเป็นภาพจำและทำให้รู้จักชื่อของคุณเต้มากขึ้น แต่เชื่อหรือเปล่าว่ารายการแรกที่คุณเต้ได้ลองทำกลับเป็นสารคดี ที่มีเนื้อหาแบบซีเรียสมาก ๆ ที่ คุณเต้ ได้เล่าให้เราฟังว่า

“ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ ว่าหน้าแบบนี้จะเคยทำสารคดีมาก่อน (หัวเราะ) พอเราเอาไอเดียไปเสนอคุณพ่อ ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้ไปทำ แต่มีข้อแม้ใหญ่ ๆ อย่างนึงว่าต้องไปหาเงินมาทำเองให้ได้นะ และถ้าหาเงินมาได้ก็อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองเก่ง เพราะต้องเก็บเงินมาให้ได้ด้วย”

เราไม่เชื่อหรอกว่าแฟชั่นไม่ใช่เรื่อง Mass

จากสารคดีก็พัฒนาจนกลายมาเป็นอีกหลายรายการ จนกระทั่งมาถึง The Face Thailand รายการที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากแค่ความชอบ แต่ยังรวมไปถึงความขบถในตัวที่คิดว่า

เราไม่เชื่อหรอกว่าแฟชั่นไม่ใช่เรื่อง Mass เพราะมันเป็นเรื่องที่อยู่ในตัวเราทุก ๆ คน เพียงแต่ว่าแต่ละคนชอบไม่เหมือนกันก็เท่านั้นเอง”

และกว่า The Face Thailand จะเดินทางมาถึงซีซั่น All Star อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ได้ ในอดีตมันคือรายการที่ต้องใช้เวลา Pitch ใช้เวลา Present กับทั้งผู้ใหญ่ของทางช่องและสปอนเซอร์มานานกว่า 2-3 ปีเลยทีเดียว

จนเมื่อความขบถสามารถสร้างความสำเร็จและทำให้มีแฟนคลับรอติดตาม The Face Thailand ในซีซั่นต่อ ๆ ไปได้ สิ่งที่คุณเต้ต้องทำก็คือการรื้อกระดาน แล้วเริ่มนับ 0 ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

“ถึง The Face จะเป็นรายการที่มีคนรู้จักแล้ว แต่ทุกครั้งที่เริ่มซีซันไหมนั่นเท่ากับว่าเราต้องเริ่มนับ 0 ใหม่เสมอ

ทำไมนะหรือ?

เพราะทุกอย่างมันต้องมีพัฒนาการไง เราไม่สามารถอยู่กับที่แล้วยึดติดกับความสำเร็จแบบเดิม ๆ ได้

มันก็เหมือนกับผู้เล่นคนนึงใน The Face สิ่งที่ทำให้คนดูติดตาม ก็คือพัฒนาการของพวกเขา ว่าจากเดินแบบไม่สวย เขาจะฝึกฝนและไฟต์ให้ตัวเองดีขึ้นได้ยังไงบ้าง”

เมื่อรู้ว่ากำลังจะหมดความคิดสร้างสรรค์ ต้องพาตัวเองไปอยู่ในแวดล้อมอื่น ๆ 

นอกจากรายการโทรทัศน์ คุณเต้ ยังต้องดูแลธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ภายในกันตนา กรุ๊ป ทั้งอนิเมชั่น ภาพยนต์ การศึกษา ซึ่งแต่ละธุรกิจล้วนต้องใช้พลังของความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนทั้งนั้น

จนเมื่อถามว่าแล้วคุณเต้เอาพลังตรงนี้มาจากไหนมากมาย หรืออายุที่เติบโตขึ้นทุกวันสวนทางกับ Passion ในการทำงานบ้างไหม สิ่งที่คุณเต้ตอบกลับเรามาก็คือ

“เอาจริง ๆ เรากลัวอยู่ตลอดเวลานะว่าวันนึงจะหมด Passion กลัวว่าสักวันนึงความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานจะหายไป

ก็เลยต้องหมั่นเติมไฟด้วยการเอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ไปอยู่ในที่ ๆ ตัวเองไม่ต้องฉลาดที่สุด เพราะเวลาเราได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ สิ่งนั้นมักจะเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้เราได้เสมอ

ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็เหมือนกับเวลาที่กลัวจนคนเราก็มักจะดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอด เช่นเดียวกันกับเวลาที่เรากลัวหมดความคิดสร้างสรรค์กลัวหมดไฟในการทำงาน เราก็จะดิ้นรนในการหาสิ่งต่าง ๆ มาเติมให้เต็มอยู่เสมอ”

เพราะทุกคนรู้ว่าคือ ‘คุณเต้ กันตนา’ เลยไม่ค่อยมีใครกล้าพูดความจริงด้วย

เพราะนามสกุลกัลย์จาฤกที่พ่วงท้าย บวกกับความเป็นคนที่ต้องเป๊ะทุกรายละเอียดของชิ้นงาน การพูดแบบตรง ๆ ในมุมอินไซต์จึงเป็นสิ่งที่ทีมงานหลาย ๆ คนยังไม่ค่อยกล้าแสดงให้คุณเต้ได้รับรู้มากสักเท่าไหร่

และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าหากฟันเฟืองซึ่งเปรียบเสมือนกับทีมงานทุกคนเกิดมีการสะดุดหรือติดขัดโดยที่คนควบคุมระบบไม่รู้ นั่นก็หมายความว่างานที่กำลังทำไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้

วิธีที่คนคุมระบบอย่างคุณเต้ใชแก้ไขปัญหานี้ นั่นก็คือการ ‘เรียนรู้และอดทน’

“มันก็มีการทะเลาะและโต้เถียงกันอยู่ตลอดเวลา มีความไม่เข้าใจกันเยอะ แล้วบวกกับความเป็นคนค่อนข้างอารมณ์ร้อนของเรา เวลามีปัญหาหรือมีอะไร ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาพูดตรง ๆ กับเราสักเท่าไหร่

สุดท้ายก็ต้องใช้เวลาและความอดทนค่อย ๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกันไป จนเมื่อหลาย ๆ อย่างลงตัวพวกเขาก็จะเข้าใจว่าเราไม่ได้มาทำร้ายเขานะ แต่เรามาเพราะจะมาช่วยให้งานมันดีขึ้น เมื่อเขาเข้าใจก็จะเปิดใจให้เรามากขึ้นด้วยเช่นกัน

และถึงตอนนี้เรื่องของคน-เรื่องของทีมงานก็ยังเป็นสิ่งที่พยามเรียนรู้และทำความเข้าใจกับมันอยู่เสมอ”

Vice President ในความหมายของ คุณเต้ คือนักแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกวัน

พอพูดคำว่า Vice President นี่คือคำที่มีความหมายสวยหรู แต่คุณเต้กลับนิยามความเป็น Vice President ของตัวเองไว้ว่า ‘นักแก้ปัญหาทุกอย่างที่มีในองค์กร’

“การเป็น Vice President นอกจากจะต้องหาเงินเข้าบริษัท เราเหมือนต้องเป็นศาลร้องทุกข์ที่ต้องคอยตัดสินใจเรื่องยาก ๆ และมีปัญหามากมายเข้ามาให้แก้ไขอยู่เสมอ”

และเป้าหมายอันใกล้ที่ Vice President แห่งกันตนา กรุ๊ป คนนี้กำลังจะทำก็คือการพากันตนาให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกมากขึ้น

“กันตนาเป็นโปรดักท์ชั่นเบื้องหลังให้กับงานระดับอินเตอร์เนชั่นแนลมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานแสง งานสี หรืองานเสียงก็ตาม

แต่เรารู้สึกว่ามันยังไปได้ไกลมากกว่านี้ เพราะงานของเราทั้งถูกและดี ตอนนี้ก็เลยกำลังหาวิธีที่จะทำให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก

เราจะไม่รอให้ราชรถมาเกย ไม่รอให้ใครมาหา แต่จะพยามทะยานตัวเองขึ้นไป เพื่อไปบอกกับทุกคนว่า ฮัลโหลววว! ฉันอยู่นี่ มาทำกับฉันได้นะ

เพราะถ้ามัวแต่นั่งรอ ก็คงยังไม่ได้ขายของสักที”

ถ้าหยุดคิดเมื่อไหร่ ก็เตรียมรอคนอื่นเข้ามาแทรกได้ทันที

“เห็นแบบนี้ เราเป็นคนที่มีความอดทนน้อยเหมือนกันนะ”

หลังจากที่คุณเต้พูดประโยคนี้จบ มันก็ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจ และเกิดเป็นคำถามย้อนกลับไปว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนที่บอกว่าตัวเองไม่ค่อยมีความอดทน สามารถก้าวขึ้นมาอยู่จุดนี้ และบริหารงานที่มากมายขนาดนี้ได้

“คงเป็นเพราะเราเห็นคนรุ่นปู่รุ่นพ่อลำบากมามากด้วยแหละ มันก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องไฟต์ต่อไป อีกอย่างถ้าเราไม่พยามที่จะอดทนแล้วหยุดเมื่อไหร่ ยังมีคู่แข่งเจ้าอื่น ๆ รอเข้ามาแทรก มาพร้อมที่จะทำแทนอีกมาก

นั่นหมายความว่าถ้าเราหยุด เราไม่ได้หยุดแค่คนเดียว แต่น้อง ๆ ทีมงาน พนักงานทุกคนอาจจะต้องหยุดตามไปด้วย

มันเลยยังหยุดไม่ได้ และตอนนี้ก็ไม่ได้อยากจะหยุดเลยด้วย! ”


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer