‘สมองไหล’ เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่เจ้าของธุรกิจหลายคนต้องพบเจอ คือเมื่อปั้นพนักงานจนกลายเป็นคนเก่งที่ทำประโยชน์ให้กับบริษัท

แต่ด้วย Career Path หรืออาจด้วยเหตุผลของโครงสร้างขององค์กรที่ ไม่สามารถทำให้คนเก่งเติบโตกว่าที่เป็นอยู่ได้

ที่แม้จะเพิ่มเงินเดือนหรือสวัสดิการต่างๆ ให้ แต่ก็คงจะเป็นเหมือนกับสิ่งที่เจ้าสัวธนินท์แห่ง CP เคยกล่าวไว้ว่า

“สิ่งที่คนเก่งต้องการไม่ได้มีแค่เงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเกียรติและอำนาจในการตัดสินใจ”

และดูเหมือนว่าสมองที่ไหลส่วนใหญ่ ก็จะไหลไปยังบริษัทคู่แข่ง เพราะคนเก่งย่อมมีความเชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ

พวกเขาไม่ได้อยากเปลี่ยนอาชีพที่ทำ เพียงแต่อยากหาเพดานการทำงานใหม่ที่สูงขึ้น และสามารถรองรับการเติบโตของพวกเขาได้มากขึ้นนั่นเอง

แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากให้พนักงานในบริษัทของตัวเองสมองไหล

แล้วจะทำยังไง?

ถ้าอย่างนั้น Marketeer ก็คงต้องขอยก GDH 559 มาเล่าเป็น Case Study ให้ฟัง

เล่าให้ฟังในเชิงโครงสร้างองค์กรกันก่อนว่า บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า คือบริษัทผลิตภาพยนตร์ไทยที่มีผู้ถือหุ้นอยู่สองกลุ่มหลักด้วยกันคือ

1. บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)

และ 2. บริษัท หับโห้หิ้น บางกอก จำกัด 

รองลงมาคือ จินา โอสถศิลป์ และ จิระ มะลิกุล

ส่วนที่เหลือก็จะเป็นผู้กำกับ-นักแสดง-รวมถึงคนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อ GTH (เต๋อ ฉันทวิชช์, ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ก็มีหุ้นอยู่ใน GDH 559 ด้วยเช่นกัน)

ดังนั้น แล้วการมีรายชื่อเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนให้คนเก่งยังอยู่กับองค์กรต่อไป ทั้งยังมีแรงผลักดันในการทำงานมากขึ้นอีกด้วย

ไม่เพียงแต่ให้คนเก่าแก่มาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจที่ GDH ใช้ป้องกันอาการคนเก่งสมองไหล ก็คือการเปิดบริษัทลูก

โดยหากไล่เรียงดูบริษัทที่อยู่ในเครือ GDH จะพบว่ามีรายนามบริษัท ดังนี้

1. นาดาว บางกอก รับหน้าที่ดูแลศิลปิน-นักแสดงของ GDH และล่าสุดได้ทำค่ายเพลงที่ชื่อ Nadao Music มีเพลงที่เป็นที่รู้จักคือ รักติดไซเรน

2. สวัสดีทวีสุข รับหน้าที่ดูแลเรื่องการตัดต่อภาพยนตร์ของ GDH

3. งานดีทวีสุข รับหน้าที่ดูแลเรื่อง PR และ Event

4. เสียงดีทวีสุข รับหน้าที่ดูแลเรื่องการลงเสียงของหนังและซีรีส์

และบริษัทในเครือน้องใหม่ล่าสุดอย่าง น้ำดีไม้งาม รับหน้าที่หลักที่จะคอยทำ Marketing ให้กับหนังและซีรีส์ของ GDH

หากมองในโครงสร้างองค์กร ก็จะพบว่าทั้ง 5 บริษัทนั้นมีโครงสร้างที่คล้ายกัน คือมีชื่อผู้บริหารระดับสูงของ GDH เป็นหลักและตามมาด้วยชื่อของคนทำงานที่เป็นหัวเรือใหญ่

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ก็อย่างเช่น นาดาว บางกอก ที่มีชื่อ บุษบา ดาวเรือง, จินา โอสถศิลป์ รวมถึงชื่อของย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ เป็นผู้บริหาร

(ทรงยศ-จินา)

หรือกับ น้ำดีไม้งาม ที่มีชื่อของ บุษบา ดาวเรือง, จินา โอสถศิลป์, จิระ มะลิกุล ส่วนฝ่ายที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำงานและมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้บริหารก็คือ วิชชพัชร์ โกจิ๋ว

ซึ่งก่อนจะเปิดบริษัทน้ำดีไม้งาม เดิมที วิชชพัชร์ก็เป็นคนที่ทำการตลาดให้กับภาพยนตร์ของ GTH และ GDH มานมนานแล้ว

(วิชชพัชร์-จินา)

ไม่เพียงแต่สร้างแรงผลักดันให้กับคนทำงาน เพราะในเชิงของรายได้ บริษัทลูกเหล่านี้ยังสามารถรับงานจากบริษัทอื่นที่นอกเหนือจาก GDH 559 ได้ด้วยเช่นกัน

เป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ที่ยังไงก็ยังคงเข้ากระเป๋าผู้บริหารอยู่ดี ทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจอีกด้วย

ถือเป็น Business Model แบบ Win-Win Situation และเป็นอีก Case Study ที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่กำลังเจอกับปัญหาพนักงานสมองไหล

เพราะการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของย่อมสร้างแรงจูงใจได้มากกว่าการเป็นหัวหน้าแผนก

และก็คงเป็นอย่างคำกล่าวของเจ้าสัวธนินท์ในตอนต้นที่ว่า

“สิ่งที่คนเก่งต้องการไม่ได้มีแค่เงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเกียรติและอำนาจในการตัดสินใจ”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer