กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เร่งวางมาตรการรับมือสหรัฐฯ ระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ภายหลังมาตรการมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 เมษายน 2563 ด้วย 4 แนวทาง ได้แก่

1. เร่งกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าไทย รวมถึงสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิจีเอสพีในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ

2. ผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากการค้าออนไลน์เป็นช่องทางลัดในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

3. จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการค้าต่างๆ รวมถึงมาตรการจากภาครัฐ ให้แก่ผู้ประกอบการทราบอย่างทันท่วงที

4. ส่งเสริมการพัฒนาและเพิ่มมูลค้าสินค้า ด้วยการสร้างเรื่องราวแบรนด์ นวัตกรรม และการตลาด

ล่าสุด ได้มีการจัดโครงการเสวนาในหัวข้ตัดสิทธิ GSP : SMEs รับมืออย่างไร?” เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐได้มีการช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ พร้อมเปิดโอกาสรับฟังถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไขและรับมือร่วมกัน

ดร. สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานในพิธีเปิดโครงการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ตัดสิทธิ GSP : SMEs รับมืออย่างไร?” กล่าวว่า “ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2562 มีมูลค่า 482,884 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกานั้น สหรัฐอเมริกานับเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย เป็นคู่ค้าลําดับที่ 3 ด้วยมูลค่าการค้ารวม 48,649 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของการส่งออกไทย โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีประกาศตัดสิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษี (GSP : Generalized System of Preferences) กับประเทศไทย โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 เมษายน 2563 จำนวน 573 รายการ (จากสินค้าที่ได้รับสิทธิ GSP ประมาณ 3,500 รายการ) สำหรับสินค้าสำคัญที่ถูกระงับสิทธิ GSP อาทิ มอเตอร์ไซค์ แว่นสายตา เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น ส่งผลให้คาดการณ์ว่าเมื่อมาตรการมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 เมษายน 2563 มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จะมีมูลค่าลดลง ประมาณ 28-32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.01 ของมูลค่าการส่งออกรวม นอกจากนี้ คาดการณ์ว่า การที่ไทยถูกตัดสิทธิ์ GSP ดังกล่าว ทำให้ต้นทุนส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4.5

ดังนั้น การจัดงานครั้งนี้ จึงมีจุดประสงค์เพื่อ 1) สร้างความรู้ความเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ GSP และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตัดสิทธิ GSP 2) เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอย่างถูกต้อง และการปรับตัวอย่างไรให้ศักยภาพการแข่งขันยังคงอยู่ และ 3) ให้มองวิกฤตเป็นโอกาส ทั้งในมุมมองของหนึ่ง การแสวงหาการส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทดแทนตลาดเดิม อาทิ การนำเสนอโอกาสในตลาดตะวันออกกลาง และตลาดลาตินอเมริกาโดยทูตพาณิชย์ สอง การใช้เครื่องมือทางการเงินที่จะมาสนับสนุนในการเสริมสภาพคล่องการค้าการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการ จากธนาคารของรัฐ เช่น EXIM Bank เป็นต้น

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าส่งออก ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว จึงได้มีการหารือเพื่อจัดตั้งคณะทำงานภายในกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ และร่วมกับหน่วยงานภายนอก คือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank of Thailand) รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมมือหาแนวป้องกันในกรณีดังกล่าว เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออกไทยให้สามารถรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาที่ไปของกรณีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้มีประกาศเตรียมยกเลิกสิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษี ภายใต้ระบบ GSP กับประเทศไทยให้เข้าใจอย่างละเอียด ดังนั้น กรมฯ จึงได้วางมาตรการรับมือ 4 รูปแบบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

·        เร่งกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าไทย รวมถึงสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิจีเอสพีในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยมีตลาดเป้าหมายในปีนี้ ได้แก่ ตลาดจีน/อินเดีย/กลุ่มประเทศ CLMV/กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง/กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ซึ่งยังถือได้ว่ายังคงมีศักยภาพที่พร้อมต้อนรับสินค้าไทยในตลาดทางเลือกใหม่ๆ

·        ผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากการค้าออนไลน์เป็นช่องทางลัด ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ผ่าน Thaitrade.com รวมถึงเร่งเปิด Top Thai Flagship Store ร้านขายสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของต่างประเทศ (จีน อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย) ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความนิยมของสินค้าไทยในตลาดซื้อขายออนไลน์ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนสินค้าคุณภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสัญชาติไทยให้สามารถเจาะตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วขึ้น

·        ให้ความรู้กับผู้ประกอบการผ่านการเสวนา/อบรม ด้วยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมถึงแนะนำข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบและต้องการหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐฯ รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับทราบถึงมาตรการภาครัฐ รวมถึงมาตรการด้านสินเชื่อต่างๆ จากธนาคารภาครัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เป็นต้น

·        พัฒนาและเพิ่มมูลค้าสินค้า ด้วยแบรนด์ นวัตกรรม และการตลาดอย่างต่อเนื่อง เน้นการตอบสนองต่อความต้องการของพฤติกรรมของผู้ซื้อในแต่ละประเทศ ตอบสนองต่อกระแสตลาดโลก อาทิ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche Market)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) เปิดเผยว่า ในฐานะที่สถาบันฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนช่วยให้ความรู้สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ล่าสุด NEA จึงได้จัดโครงการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ตัดสิทธิ GSP : SMEs รับมืออย่างไร?” เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐได้มีการช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ หรือธุรกิจที่ได้รับและคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว ได้มีโอกาสรับฟังถึงปัญหาสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไขและรับมือร่วมกันอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้กระทบกับภาคธุรกิจและภาคเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ การเสวนาในครั้งนี้นอกจากจะได้รับความรู้ รวมถึงอัปเดตสถานการณ์ปัญหาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลแล้วนั้น ยังมีการร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบและเข้าข่ายว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อเรียนรู้และเตรียมตัวรับมือให้พร้อมก่อนซึ่งมั่นใจว่า จะช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของผู้ประกอบการให้สามารถวิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้าในการจัดการสถานการณ์การค้าโลกได้ทันท่วงที ประกอบกับสามารถพลิกทุกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดประเทศใหม่ๆ ได้อีกด้วย

NEA มีความต้องการให้ผู้ประกอบการไทยติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ และสถานการณ์การค้าโลกเป็นระยะๆ เพื่อให้ทันกับบริบทต่างๆ พร้อมนำมาปรับใช้ในทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยยังต้องศึกษากิจกรรมและโครงการส่งเสริมการขายจากหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานเอกชน ซึ่งจะมีเทคนิคและองค์ความรู้ต่างๆ ที่ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในเรื่องของการวางกลยุทธ์ แผนการตลาด แผนการจัดการความเสี่ยง ฯลฯ ได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมาของ NEA มีโครงการและกิจกรรมที่สอดคล้องกับผู้ประกอบการอย่างหลากหลาย เช่น โครงการพัฒนานักส่งออกอัจฉริยะ (Young Exporter from Local to Global) โครงการสัมมนาครบเครื่องเรื่องการค้าออนไลน์ และล่าสุดโครงการเสวนา “สถานการณ์ตลาด 3 ภูมิภาค” ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกไปยังตลาดใหม่อย่าง จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMV เป็นต้น

ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของโครงการหรือกิจกรรมอื่นๆ ของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้ที่ nea.ditp.go.th หรือ www.ditp.go.th หรือ www.facebook.com/nea.ditp หรือ สายตรงการค้าระหว่างประเทศ  1169


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer