อีฟแอนด์บอย กรณีศึกษา ร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์สัญชาติไทย เหตุใดจึงเติบโตต่อเนื่อง ?

ตลาดเครื่องสำอางความงามในไทยมูลค่าหลายแสนล้าน ที่ยังเติบโตได้

และหากให้ลองนึกกันเล่นๆ ว่าถ้าให้เลือกออกไปซื้อเครื่องสำอาง สกินแคร์ที่หนึ่งจะมีชื่อร้านไหนผุดขึ้นมาเป็นชื่อแรก

เชื่อว่าหนึ่งในร้านที่ทุกคนนึกออกเป็นชื่อแรกๆ คงต้องมี “EVEANDBOY” ร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์สัญชาติไทยเป็นแน่

อีฟแอนด์บอย โลดแล่นอยู่ในตลาดร้านมัลติแบรนด์มาเป็นเวลา 15 ปี จากสาขาแรกเริ่มที่มหาสารคาม มาสู่สาขาแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2555 ที่ตอนนี้มีแต่คนรู้จัก

ปีที่ผ่านมา และอนาคตของอีฟแอนด์บอยจะเดินไปทิศทางไหน และกลยุทธ์อะไรที่ทำให้ร้านมัลติแบรนด์เจ้านี้มีรายได้ระดับพันล้าน

ตาม Marketeer มาหาคำตอบ

แม้ หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด จะไม่ได้บอกรายได้ปีที่ผ่านมาเป็นตัวเลขกลมๆ แต่บอกเพียงว่า อีฟแอนด์บอยโตต่อเนื่องมาตลอด ปีที่ผ่านมาเติบโต 19%

ซึ่งหากลองดูข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า รายได้ปี 2560 อยู่ที่ 1,636,199,548.06 บาท และปี 2561 อยู่ที่ 2,846,145,298.09 บาท

ขณะที่ในปีนี้งบราว 500 ล้านบาทส่วนใหญ่จะเป็นการใช้เปิดสาขาใหม่ ซึ่งในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา จะเห็นสาขาใหม่สาขาแรกของปีนี้ภายในเดือน พ.ค. คือที่ “สยามพรีเมียมเอาท์เล็ต” โดยจะเป็นร้านคอนเซ็ปต์แบบใหม่

และมีแผนในการเพิ่มสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ ในทุกหมวดหมู่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคล (Personalize & Customize) มากขึ้น

ในอีฟแอนด์บอยมีอะไรขายบ้าง

Makeup 48%
Skincare 35%
Fragrance 6%
Hair care 3%
Accessories 3%
Personal care 3%
Other 2%

โดยตั้งเป้าปี 2022 ขยายสาขาเป็น 22 สาขาทั่วประเทศ

ส่วนเกมกลยุทธ์ที่ทำให้ อีฟแอนด์บอย โตอย่างต่อเนื่อง Marketeer มองว่า

1. โจทย์สำคัญคือ “ลูกค้า” ลูกค้าหลักยังเป็นคนไทย ซึ่งแบรนด์จะต้องเข้าใจลูกค้า เพราะลูกค้าเมื่อวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้ ไม่เหมือนกัน

2. ปรับตัว จากที่เคยใช้รถแห่ในมหาสารคามดึงลูกค้าแล้วได้ผล แต่จะให้มาใช้วิธีเดียวกันในสาขาที่เปิดใหม่ใน กทม. คงจะไม่ใช่ เพราะวันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้อยู่ในยุคดิจิทัล ตั้งแต่ปีนี้เราจะเห็นอีฟแอนด์บอยรุกช่องทางอีคอมเมิร์ซเต็มตัวอย่างเป็นทางการ ที่ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าผ่านทั้งเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันได้

3. ราคา คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้อีฟแอนด์บอยมีลูกค้าอยู่ในมือมากมายขนาดนี้ ทั้งราคาที่ถูกกว่าเจ้าอื่น รวมทั้งมีโปรโมชั่นตลอด

ซึ่งในส่วนของกลยุทธ์ราคาตอนนี้อาจจะไม่ใช่แค่อีฟแอนด์บอยที่ใช้ แต่ร้านมัลติแบรนด์เจ้าอื่นก็ใช้ราคาและความหลากหลายมาชิงผู้บริโภคเหมือนกัน

4. ความ Exclusive ของสินค้าที่มา × กับอีฟแอนด์บอย ซึ่งหิรัญบอกว่า สินค้าที่มาเอ็กซ์คูลซีฟกับอีฟแอนด์บอยนั้น อีฟแอนด์บอยทำการศึกษาหาข้อมูลมาก่อนทุกครั้ง ว่าเทรนด์สีนี้กำลังแรง เทรนด์ไหนกำลังฮิต ก่อนที่จะทำเป็นโปรดักส์พิเศษออกมา เพื่อให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด และขายได้

5. ทำเล หากดูจำนวนสาขาที่มีอยู่ 11 สาขา ส่วนใหญ่คือสาขาในใจกลางเมืองกระจายไปทั่ว กทม. ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในแง่การเดินทางมาซื้อได้สะดวกสบาย

6. ความหลากหลายของสินค้า ที่มาเดินช้อปปิ้งทั้งทีต้องซื้อครบจบในที่เดียว โดยอีฟแอนด์บอยมีสินค้าในร้านมากกว่า 1,000 แบรนด์

แต่ความท้าทายในตลาดร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์คือตอนนี้มีร้านมัลติแบรนด์เกิดขึ้นใหม่เต็มไปหมด

ไม่ว่าจะเป็น BEAUTRIUM ร้านมัลติแบรนด์ของสองพี่น้อง จิรวุฒิ และ อติโรจน์ โรจน์รัตนวลี ที่ตอนนี้มีด้วยกัน 11 สาขา

KIS Beauty Store จากกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล ของตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่ขอวางจุดยืนให้ร้านเป็นมัลติแบรนด์สโตร์ในระดับพรีเมียมแมส เปิดสาขาแรกในปี 2561 ปัจจุบันมี 4 สาขา แบ่งเป็น เซ็นทรัลเวิลด์ 2 สาขา และเซ็นทรัล ลาดพร้าว 2 สาขา

Multy Beauty ร้านมัลติแบรนด์ที่เน้นขายเครื่องสำอาง สกินแคร์แบรนด์จากประเทศเกาหลีเป็นหลัก ตอนนี้มีทั้งหมด 4 สาขา

@Cosme ร้านแบรนด์จากญี่ปุ่นน้องใหม่ที่เข้ามาโดยกลุ่มสยามพิวรรธน์ มีสาขาแรกที่ไอคอนสยาม และสาขาสองที่สยามเซ็นเตอร์

และร้านอื่นๆ อีกมากมาย

ทำให้ร้านต่างๆ ต้องหากลยุทธ์มาทำเกมในสมรภูมิเครื่องสำอาง ความสวยความงามนี้ ที่ปีนี้ก็น่าจะแข่งกันดุเดือดเหมือนกัน

ส่วนเจ้าไหนจะเป็นบิวตี้เดสทิเนชั่นนั้น เรื่องนี้คงต้องให้ผู้บริโภคตัดสิน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน