ศุภจี สุธรรมพันธุ์ แม่ทัพใหม่ของ ดุสิตธานี กับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง (วิเคราะห์)

1 มกราคม 2559 เป็นวันแรกที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)  

4  ปีผ่านไป เธอไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง เพราะสามารถสร้างรายได้และเม็ดเงินกำไรเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

แม้แต่ในปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีที่หลายคนคาดเดาว่าผลประกอบการขององค์กรแห่งนี้น่าจะขาดทุน จากรายได้ของโรงแรมหลักในกรุงเทพฯ หายไป เพราะเป็นปีที่เริ่มทุบทิ้งดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อสร้างใหม่เป็น “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” (โดยยอมแบกค่าใช้จ่ายไม่ปลดพนักงานแม้แต่คนเดียว)

และยังต้องเจอกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเมืองไทยน้อยลง จนทำให้โรงแรมหลายแห่งรายได้หดผลกำไรหายกันถ้วนหน้า

แต่ผิดคาดทั้งรายได้และกำไรของดุสิตธานีกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ทั้ง 2 ทาง

เป็นบทพิสูจน์ความสามารถของผู้นำองค์กรหญิง ผู้ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยบริหารงานทางด้านบริการมาก่อนคนนี้อีกครั้งหนึ่ง

ศุภจีใช้ 2 กลยุทธ์หลักในการทำงาน คือการสร้างความสมดุลในเรื่องรายได้ทั้งในและนอกประเทศ โดยการขยายโรงแรมในต่างประเทศเพิ่มขึ้น และไดเวอร์ซิฟายไปยังธุรกิจอื่นๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยง

ปัจจุบันดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล บริหารโรงแรมและรีสอร์ตภายใต้แบรนด์ดุสิตธานี ดุสิตดีทู ดุสิตปริ๊นเซส และดุสิตเดวาราณา ที่เปิดให้บริการในภูมิภาคต่างๆ และยังมีโรงแรมและรีสอร์ตที่อยู่ในแผนพัฒนาเตรียมเปิดให้บริการเพิ่มอีกกว่า 50 แห่งทั่วโลก

ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค โครงการมิกซ์ยูสที่กำลังเกิดขึ้นก็จะเป็นต้นแบบในการขยายธุรกิจของดุสิตธานีในอนาคต เพื่อลดความเสี่ยงทางด้านรายได้ในอนาคต ที่จะไม่มาจากทางโรงแรมทางเดียวอีกต่อไป

และจะเป็นตัวแฟลกชิปที่ยิ่งใหญ่ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้แบรนด์ดุสิตธานีที่รับบริหารโรงแรมไปทั่วโลก

ในยุคของผู้บริหารคนนี้ยังได้ขยายธุรกิจการให้บริการที่พักให้ครอบคลุมเซกเมนต์ที่หลากหลาย เช่น เมื่อช่วงต้นปี 2561 ได้เปิดตัวกลุ่ม โรงแรม ASAI (อาศัย) ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมใหม่ที่จะไปตั้งอยู่ในย่านเมืองใหญ่ทั่วโลก เพื่อรองรับลูกค้าที่เป็นนักเดินทางกลุ่มมิลเลนเนียล ซึ่งชื่นชอบประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบคนท้องถิ่นและเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ภายในปี 2564 ได้ตั้งเป้าไว้ว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวมจะเป็นรายได้ที่มาจากธุรกิจที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจและทำให้แบรนด์ในเครือดุสิตเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทั่วโลก

นอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงภายใต้การบริหารงานของศุภจี  ดุสิตธานีได้มีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากวิทยาลัยดุสิตธานี โรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต และ เทวารัณย์ สปา

เช่น การจัดตั้ง บริษัทดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด และดุสิตกูร์เม่ต์ ซึ่งปัจจุบันกำลังพัฒนาระบบเพื่อสร้างมาตรฐานอาหารและเครื่องดื่มที่โรงแรมในเครือดุสิตทั่วโลก และสร้างผลิตภัณฑ์พรีเมียมตราสินค้า

ในปีที่ผ่านมา ได้มีการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวอีกกว่า 2,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนเพื่อรักษาแบรนด์และต่อยอดธุรกิจได้ในระยะยาว และการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ     

พร้อมทั้งยังคาดการณ์ด้วยว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า กลุ่ม “ดุสิตธานี” จะมีสัดส่วนรายได้ธุรกิจโรงแรมราว 70% จากธุรกิจการศึกษา 15% และจากธุรกิจอาหาร 15% จากเดิมที่ 2 ธุรกิจนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 7-8 % เท่านั้น

ปี 2562 ผ่านไป ปี 2563 เป็นอีกปีหนึ่งที่ศุภจีกำลังเจอกับความท้าทายยิ่งกว่าเดิม จากปัญหาของ Covid-19 ที่กำลังกระทบต่อธุรกิจโรงแรมทั่วโลกอย่างหนัก

โดยเฉพาะจำนวนโรงแรมเครือดุสิตในประเทศจีนมีทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 6 แห่ง และยังเป็นประเทศเป้าหมายของการวางแผนที่จะเปิดตัวอีกหลายแห่งด้วย

ก็ต้องมาดูกันว่า  CEO Super Women คนนี้จะมีแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อให้ชื่อและแบรนด์ดุสิตธานียังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในใจคนไทย และคนทั่วโลก

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer