Kevin Feige : Producer มือทองผู้สร้างจักรวาลหนัง Marvel Super Hero

จะแพ้หรือชนะ ถือไพ่เหนือกว่าหรือว่าตกเป็นรองระหว่างการขับเคี่ยวกันระหว่างแบรนด์คู่ปรับ อาจมีปัจจัยหลายอย่างแต่ท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ และการตัดสินใจของผู้บริหารว่าจะพาแบรนด์ไปทิศทางใด และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไร ความจริงดังกล่าวถูกย้ำให้ประจักษ์กันอีกครั้ง ผ่านการเก็บเกี่ยวความสำเร็จของ Marvel Studios ค่ายหนัง Super Hero ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สวนทางกับ DC Entertainment คู่แข่งซึ่งตามกรอบเวลาเดียวกันต้องกล้ำกลืนรับความผิดหวังมากกว่า โดยผู้ทำให้ฝ่ายแรกประสบชัยชนะ ครองใจคอหนังและยังเป็นต้นแบบการนำ Cinematic Universe มาใช้อย่างได้ผลคือ Kevin Feige

ประธาน Marvel Studios เป็นชาวอเมริกัน เกิดเมื่อ 2 มิถุนายน 1973 ด้วยความที่โตมากับหนังฟอร์มใหญ่ในยุค 70-80 อย่าง Star Wars ,Indiana Jones และ Back to the Future กับบรรดาการ์ตูนยอดมนุษย์ จึงตั้งเป้ากับตัวเองว่าต้องเป็นคนทำหนัง Super Hero ให้ได้ แม้ถูกมหาวิทยาลัย 5 แห่งปฏิเสธใบสมัคร แต่สุดท้ายก็ได้ศึกษาต่อคณะภาพยนตร์ที่ University of Southern California สมใจ โดยหลังเรียนจบเริ่มงานเป็นผู้ช่วยของ Lauren Donner ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนต์ (Producer) งานชุกแห่งยุค 90 หลายแนวตั้งแต่ หนังภัยธรรมชาติอย่าง Volcano ไปจนถึง Romantic Comedy อบอุ่นหัวใจอย่าง You’ve Got Mail

ปี 2000 นอกจากขยับเข้าใกล้ฝันในวัยเด็กไปอีกขั้น Feige ยังได้ร่วมงานกับ Marvel อย่างเป็นทางการด้วย โดยความความใส่ใจในรายละเอียดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวละครให้ออกมาดูสมจริง ระหว่างทำหน้าที่ผู้ร่วมควบคุมงานสร้าง (Associate Producer) ในหนัง X-Men เมื่อปี 2000 ไปเตะตา Avi Arad ผู้ก่อตั้ง Marvel Studios ที่ทาบทามให้ Feige มาดูเรื่องลิขสิทธ์และการนำตัวละครจากหนังสือการ์ตูนของ Marvel ไปสร้างภาพยนตร์ ซึ่งหนังในความดูแลของ Fanboy ชาว New Jersey ผู้นี่้ที่ออกฉายในอีก 7 ปีถัดมา เช่น Dare Devil ,Fantastic Four ,Spider-Man 2 และ X-Men : The Last Stand ส่วนใหญ่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ แต่เนื้อหาแต่ละเรื่องไม่เชื่อมโยงกัน และทำได้เพียงเก็บรายได้จากค่าลิขสิทธ์ตัวละครที่ขายให้ค่ายหนังอย่าง 20th Century Fox ,Universal Pictures และ Columbia Pictures เท่านั้น

โอกาสสร้างรายได้ที่เสียไปให้กับค่ายหนังค่ายอื่น โดยเฉพาะ Columbia Pictures เจ้าของรายได้ถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 77,500 ล้านบาท) จากหนัง Spider-Man ทั้ง 3 ภาค ที่ Sam Raimi กำกับ และภาวะการเงินที่ไม่สู้ดีนัก ปี 2007 Feige จึงเสนอให้ Marvel Studios สร้างหนังของตัวเองจากคลังตัวละครในหนังสือการ์ตูนที่มีอยู่ เริ่มด้วย Iron Man ซึ่งปรากฏว่าเมื่อออกฉายในปีถัดมา หนังประสบความสำเร็จเกินคาด ทำเงินทั่วโลกมากเป็นอันดับ 8 แม้เทียบไม่ติดกับ Batman : The Dark Knight ของ DC Entertainment ภายใต้การกำกับของ Christopher Nolan หนังกวาดทั้งรายได้และคำชมมากสุดของปีนั้น

ความสำเร็จหนัง Super Hero ปี 2008 ที่ใช้ชื่อไทยว่า “มหาประลัยคนเกราะเหล็ก” ยังผลิดอกออกผลให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ชื่นชม โดยเริ่มจากเปลี่ยน Robert Downey Jr. ผู้รับบท Tony Stark และ Iron Man จากดาวร่วงยุค 90 สู่ดาราดังค่าตัวแพง ตามด้วยเปลี่ยน Marvel Studios จากบริษัทภาพยนตร์อิสระไปเป็นบริษัทลูกในเครือ Disney ผ่านข้อข้อตกลงซื้อกิจการเมื่อปี 2009 และทิ้งท้ายด้วยการส่งให้ Feige ขึ้นมาเป็นผู้บริหารของต้นสังกัด ด้วยวัย 33 ปี โดยมีหน้าที่ดูแลการรวมจักรวาลหนัง Super Hero ของ Marvel (Marvel Cinematic Universe – MCU) ซึ่งตนได้เริ่มไว้หลัง End Credit ของ Iron Man ให้เกิดขึ้นจริงและต้องประสบความสำเร็จด้วย

End Credit ทั้งที่เป็นฉากเจรจาระหว่างตัวละครและการพบของสำคัญ ซึ่ง Feige เป็นคนต้นคิดนี้ ปรากฏให้เห็นตามมาในหนังของ Marvel Studios อีก 4 เรื่อง จนต่อยอดสู่การรวมตัวครั้งกันแรกของ Iron Man ,Thor ,Hulk และ Captain America ใน Marvel’s The Avengers เมื่อปี 2012 โดยหลังจากนั้นการเชื่อมโยงก็ขยายไปสู่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่างๆ (Easter Egg) ที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่อง และหนังสั้นหลายแนวถัดจาก End Credit จนกลายเป็นเสน่ห์ของหนังจาก Marvel Studios และเริ่มมีหนังจากค่ายอื่นทำตาม ซึ่งยังส่งผลสืบเนื่องให้การดู End Credit ในโรงหลังหนังจบเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Marvel Studios ขยาย MCU สู่ภาพยนตร์และ Series (ทั้งโทรทัศน์และ Streaming Media) รวมทั้งสิ้น 44 เรื่อง เฉพาะภาพยนตร์มีออกมา 18 เรื่อง ผ่านฝีมือการกำกับของผู้กำกับ 14 คน นักแสดงหลัก 83 คน ในจำนวนมี Chris Hemsworth และ Chris Pratt ที่ได้แจ้งเกิด จากบท Thor และ Star-Lord ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 18 เรื่องกวาดรายได้ทั่วโลกไปเกือบ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 465,000 ล้านบาท)

สำหรับปีนี้จะมีชมกันอีก 2 เรื่องคือ Avengers : Infinity War และ Ant-Man and The Wasp โดยทุกเรื่องที่กล่าวมามี Feige เป็น Producer เพื่อควบคุมดูแลให้ภาพรวม MCU กลมกลืน แต่ต้องจับตาดูจับต่อไปว่า Marvel Studios จะสานต่อความสำเร็จได้อีกหรือไม่ หาก Feige เลือกแยกทางหลังสัญญาการเป็นประธานบริษัทหมดลงในสิ้นปีนี้ / vanityfair ,wikipedia