SEAC สู่ Digital Era เมื่อผู้บริหารคือเป้าหมายแรกที่ต้อง Transform!

เมื่อองคาพยพของโลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ยุค Digital Era หัวใจสำคัญที่สุดของ “Smart Business” ไม่ใช่แค่เรื่องกระบวนการปรับโครงสร้างองค์กร ไม่ใช่เรื่องเทคนิคการบริหารจัดการด้วยรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น นี่เป็นหัวใจสำคัญของ SEAC ที่จะปรับ Mindset ของ “ผู้บริหารเบอร์หนึ่ง” แต่ละองค์กรที่จะต้อง “Reframe” เพื่อรับมือกับการขับเคลื่อนสู่ยุคเปลี่ยนแปลง

แม้มีนวัตกรรมมากเพียงใด แต่หากไม่สามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนได้ ย่อมไม่เกิดผล ดังนั้นถ้าองค์กรใดต้องการปฏิรูปนวัตกรรม ผู้บริหารต้องเป็นเป้าหมายแรกที่ต้อง Transform!

SEAC เพราะคนคือหัวใจสำคัญของทุกองค์กร

อริญญา เถลิงศรี ผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ SEAC (South East Asia Center) ศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ที่ได้ชื่อว่ามีประสบการณ์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูงทั้งไทยและต่างประเทศมาแล้วกว่า 25 ปี มองว่าในสถานการณ์โลกยุคดิจิทัลหรือยุคดิสรัพชั่น ผู้บริหารปัจจุบันต้องมองการพัฒนาแบ่งออกเป็นสองภาพใหญ่ๆ ประกอบด้วยภาพของการเป็นผู้นำ (Leadership) และ นวัตกรรม (Innovation)

“จากประสบการณ์กว่า 25 ปี มีคำถามหนึ่งที่เจอตลอด และหลายคนให้ความสนใจ คือถามว่าคนที่จะทำธุรกิจให้สำเร็จในเมืองไทย หรือคนที่จะนำพาองค์กรให้ประสบสำเร็จ ต้องมีคุณสมบัติอะไร และยังขาดคุณสมบัติอะไร เราทำวิจัยมาหลายปีเพื่อที่จะหาคำตอบนี้ เราพบว่าผู้นำองค์กรในประเทศไทยส่วนใหญ่ขาดอยู่สองเรื่องคือเรื่อง Leadership และ Innovation

การสร้างผู้นำ
“ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเป็นผู้นำที่ดี แต่ทุกคนสามารถพัฒนาขึ้นได้ผ่านการฝึกหัด และการเรียนรู้อย่างเหมาะสม และนั่นคือพันธกิจสำคัญที่เราทำมาตลอดกว่า 25 ปี และจะดำเนินต่อไป” อริญญา เถลิงศรี ผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ SEAC

โดยในเรื่องของภาวะผู้นำ คือไม่ใช่ว่าผู้นำทำงานไม่เก่ง เพียงแต่ไม่สามารถสื่อสารกับลูกน้องและทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือบางครั้งติดการใช้อารมณ์มากเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่ขึ้นมาเป็นผู้จัดการหรือเป็นหัวหน้างาน เพราะเขาอาจจะเป็น Engineer ที่เก่ง เป็นแพทย์ที่เก่ง แต่เมื่อต้องก้าวเป็นผู้บริหาร ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้จัดการที่ดีได้ ตรงนี้ต้องเข้าใจว่าการเป็นผู้นำกับการมีภาวะผู้นำนั้นต่างกัน

ซึ่งเราทำหลักสูตรเยอะมากๆ ในตอนที่เป็น APMGroup  เน้นหลักสูตรของการที่เป็นผู้จัดการที่ดี หัวหน้างานที่ดี ผู้นำที่ดีจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จด้วยหลักสูตรที่เน้นเรื่องการประยุกต์นำไปปฏิบัติใช้ได้จริง”

ไม่ใช่แค่สาเหตุ Individual เท่านั้น เธอฉายภาพกว้างต่อไปว่าปัญหาสำคัญอีกอย่างคือวัฒนธรรมองค์กรแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเคารพผู้ใหญ่ ความเกรงอกเกรงใจ ไม่กล้าที่จะเผชิญปัญหาซึ่งหน้า ตรงนี้ที่บางครั้งทำให้ปัญหาไม่สามารถคลี่คลายไปได้ หรือการแบ่งพรรคพวกซึ่งก็เกิดจากผู้นำที่ไม่สามารถเรียกจิตสำนึกที่ดีจากพนักงานได้ ตรงนี้มันคือศาสตร์ คือศิลปะที่ผู้นำต้องฝึกฝนตลอดเวลา

ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นปกติของทุกองค์กร แต่จะปฏิเสธได้หรือว่าถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ พนักงานทุกคนก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้บริหารเข้าใจปัญหาและหาโซลูชั่นมาแก้ไขเรื่องคนได้ ก็จะทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะเป็นการพัฒนาจากภายในแล้วออกสู่ภายนอก เมื่อคนแข็งแรง ความสามารถทางการแข่งขันอื่นๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

“ในส่วนของนวัตกรรม ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่านวัตกรรมคืออะไร ไม่รู้ว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างของใหม่ แต่ใช้วิธีการเดิม นวัตกรรมต้องเกี่ยวกับเรื่องวิธีคิด วิธีการทำงานแบบใหม่ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้เลยทำให้ผู้นำไทยยังไม่สามารถพัฒนาความสามารถด้านนวัตกรรมในองค์กรได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่านวัตกรรมเป็นตัวชี้ชะตาที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดในยุคแห่งดิสรัพชั่นนี้ได้”

 

รู้ว่านวัตกรรมสำคัญ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

นี่คือปัญหาที่เธอบอกว่าส่วนใหญ่ผู้บริหารต้องเจอ

“ในวันนี้ ทุกคนพูดถึง Digital Innovation  แต่คนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งยังไม่มากพอ จริงๆ เราทำกันเยอะในเมืองไทย โดยส่วนใหญ่เราทำกันเป็นชิ้นๆ เราทำกันตามแฟชั่น คนอื่นเขาทำกันเราก็ต้องทำบ้าง เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าต่างประเทศเขาเข้าใจในเรื่อง Pain point ก่อนที่จะสร้างนวัตกรรมอย่างตรงจุด ในขณะที่เรามองดูนวัตกรรมว่ามีอันไหนดี แล้วค่อยดึงมาใช้ ซึ่งนั่นเป็นเพราะเรายังการขาดความเข้าใจในเรื่องนวัตกรรมอย่างลึกซึ้ง”

“เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องของเด็กหนุ่มสองคนที่เริ่มต้นจากให้คนมาแชร์อพาร์ทเมนต์ของตนเอง แบ่งที่นอนที่เป็น air bed หรือเตียงสูบลมให้ ทำอาหารเช้าให้ เพียงเพราะอยากหาคนมาช่วยในเรื่องค่าเช่า แต่ทุกวันนี้ เขาคือเจ้าของ AirBNB สตอรี่พวกนี้เรารู้กันดี แต่ถ้าถามว่าแล้วอย่างไรต่อ? เราจะทำอะไรของเราได้บ้างล่ะ? ทุกคนก็จะเงียบ ไปต่อไม่ได้ นั่นเพราะเราไม่ได้เข้าใจถึงกระบวนการคิด การโปรเซสอย่างเป็นรูปธรรม อย่างที่บอกตอนแรกตั้งแต่คนภายในยังไม่ทรานส์ฟอร์มเลย Mindset ของผู้บริหารก็ยังไม่ทรานส์ฟอร์ม ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์มันก็จะต่างกัน แต่ตะพูดถึงองค์กรที่เข้าใจจริงๆ ก็มี แต่คิดว่ายังไม่ถึง 50% ของ Owner หรือ CEO ที่ลุกขึ้นมาทำอย่างจริงจังและถูกต้อง”

จากประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กรและบุคลากรมาตลอด 25 ปีของ บริษัท เอพีเอ็ม กรุ๊ป (APM Group) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2535 ด้วยการเปลี่ยนผ่านของยุคปัจจุบัน อริญญามองว่าการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นเรื่องผู้นำ ผู้จัดการ หัวหน้า ระดับ middle management อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทันโลกยุคนี้ ต้องมาเน้นพัฒนาศักยภาพ ใส่ทั้ง skillset และปรับ mindset ให้ผู้บริหารระดับสูง พวกที่เป็นเบอร์หนึ่งขององค์กรให้เข้าใจ เห็นภาพตรงกัน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรลงมาเป็น Top-down approach อีกทั้งยังมองว่าเราต้องทำเรื่องนี้ให้ครอบคลุมให้กว้างเกินขอบเขตประเทศไทยคือไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน

จึงเป็นที่มาของการทรานส์ฟอร์มจากเอพีเอ็ม กรุ๊ปสู่ SEAC หรือเอสอีเอซี เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และเพื่อให้สามารถสื่อสารวิสัยทัศน์ในภาพรวมต่อสังคมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ SEAC ยังคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของ เอพีเอ็ม กรุ๊ป ไม่เปลี่ยนแปลง คือเพื่อทำภารกิจเป็นที่ปรึกษา และเป็นผู้นำด้านการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการพัฒนาผู้นำองค์กรและผู้บริหารระดับสูง สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้นำ และช่วยให้องค์กรเติบโตไปไกลกว่าเดิม

 

“SEAC” ชื่อใหม่ หลักสูตรชัดและลึกกว่าเดิม

SEAC นับเป็น Turning Point ครั้งสำคัญของสถาบันฝึกผู้บริหารที่ได้ชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งด้านการศึกษาผู้บริหารองค์กรระดับประเทศ โดยขยายกลุ่มเป้าหมายจากเดิมที่เชี่ยวชาญในกลุ่มผู้จัดการ หัวหน้าปฏิบัติงาน มาเน้นการสร้างหลักสูตรให้เบอร์หนึ่งขององค์กรโดยเฉพาะ ซึ่งเธอมองว่านี่จะเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่แท้จริง

“วันนี้เราเองก็ต้องปรับหลักสูตรให้รับกับเทรนด์ดิจิทัล จุดมุ่งหมายสูงสุดของ SEAC คือ เพื่อประสานให้ผู้นำและผู้บริหารระดับสูงได้มาศึกษาเรียนรู้อย่างใกล้ชิดกับนักคิดทางธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบันระดับโลกมากขึ้น โปรแกรมของ SEAC เน้นในด้านแนวทางการดำเนินธุรกิจและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าถึงการพัฒนาและการเรียนรู้ตลอดชีพอย่างถึงแก่น พร้อมช่วยสร้างความก้าวหน้าของการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพแก่องค์กร”

สิ่งที่ต่างออกไปคือการมุ่งเน้นให้ผู้บริหารเห็นภาพว่าโลกที่วันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก คนในองค์กรไม่ได้มีรูปแบบการใช้ชีวิต การทำงานเหมือนเดิม พฤติกรรมต่างๆ เปลี่ยนไป ความต้องการ ความคาดหวังต่างไปอย่างสิ้นเชิง นั่นแปลว่าผู้นำไม่สามารถใช้ภาวะผู้นำแบบเดิมที่เคยใช้มาในอดีตมาใช้กับยุคนี้และหวังว่าจะยังได้รับผลลัพธ์ที่ดีเหมือนเดิมได้

 

หมดยุคทฤษฎีจ๋า ทุกหลักสูตรต้องเน้นใช้ได้จริง

“ยุคดิจิทัล ชื่อก็บอกแล้วว่าดิจิทัล คนไม่อยากเสียเวลามาอยู่ในห้องเรียนแล้วมานั่งคุยทฤษฎีที่เขาสามารถเสิร์ชอ่านฟรีได้ อันนี้จะพูดกับทีมงานเสมอว่าเราต้องให้เกียรติคนเรียนในเรื่องของเวลา เราจะพยายามเน้นเลย อย่างแรกเครื่องมือมีให้พร้อม เมื่อเขาเดินออกจากห้องไปเมื่อไร เขาต้องเอาไปใช้ได้ทันที

 

สองเราต้องเข้าใจ Context ของลูกค้า ในกรณีที่ลูกค้าเลือกมาเรียนกับเราเพราะมีปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นเราต้องรู้ว่าเขาเจอสถานการณ์อะไรอยู่ เพื่อจะเอาเครื่องมือที่เรามีไปช่วยแก้ไขปัญหาของเขาได้” อริญญาอธิบายหัวใจของทุกโปรแกรมหลักสูตรของ SEAC ที่เน้นการปรับประยุกต์ตามบริบทของแต่ละองค์กรและผู้นำทุกระดับ

 

ซึ่งรูปแบบการเรียนจะประกอบด้วย 4 Line Learning  เริ่มตั้งแต่ Online Learning เรียกว่าเป็นเนื้อหาทฤษฎีซึ่งใส่ไว้ในช่องทางออนไลน์ให้ศึกษาด้วยตนเอง อ่านก่อนเข้าคลาส หรือเข้าคลาสแล้วค่อยทบทวน จากมือถือเมื่อไหร่ตอนไหนก็ได้

In-line Learning คือเข้ามาอยู่ในห้องเรียนมาอยู่ด้วยกัน ปรึกษากันว่าจะเอาเครื่องมือไปใช้อย่างไร

Bee Line Learning อันนี้เธอย้ำว่าสำคัญมาก คือการสร้างให้เกิดคอมมิวนิตี้ของคลาสเรียน คือเรียนรู้แบบผึ้ง มาอยู่ร่วมกัน แลกเปลี่ยน แบ่งปันข้อมูลกัน ใครเรียนแล้วเอาไปใช้แบบไหนอย่างไรเอามาแลกเปลี่ยนกันในกรุ๊ป เอามาแชร์กันไม่ให้การเรียนรู้มันจบแค่ในห้องเรียน แต่ยังพยายามผลักดันให้เกิดความต่อเนื่อง

Front Line สำหรับบางบริษัทที่เรียนใน In Line แล้วแต่อยากให้เข้าไปช่วยดูที่หน้างานเลยว่าจะเอาไปปรับใช้ในงานจริงอย่างไร ซึ่งก็จะเข้าไปช่วยดูลึกๆ เลยว่าผู้เรียนจะเอาสิ่งที่เรียนไปปรับใช้หน้างานอย่างไร

เรียกว่าไม่ใช่แค่ให้ความรู้เท่านั้น แต่ประคับประคอง เคี่ยวเข็ญผู้เรียน ให้ประยุกต์ได้ประสิทธิภาพจริงที่สุด

 

ผนึกความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สถาบันการศึกษาระดับโลก

ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องภาวะผู้นำในยุคปัจจุบัน SEAC หรือเอสอีเอซี ศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูง ได้ร่วมมือกับหลากหลายสถาบันระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Stanford Center for Professional Development (SCPD) ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด The Ken Blanchard Companies, The Arbinger Institute และ Tirian เพื่อมุ่งประสานจุดแข็งทั้งในการสร้างผู้นำที่มีคุณภาพและสร้างแรงผลักดันในตัวผู้นำทั้งในประเทศไทยและอาเซียนให้ช่วยกันพัฒนาเรื่องนวัตกรรม

เริ่มจากความร่วมมือกับ Stanford Center for Professional Development (SCPD) ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สู่การพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอนที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้นำและผู้บริหารองค์กร และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้แก่ 2 โปรแกรมดังนี้

1. Leading in a Disruptive World (LDW)

เปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงได้เรียนรู้กับศาสตราจารย์ของสแตนฟอร์ด และเดินทางไปศึกษาดูงานยังซิลิคอนแวลลีย์ ศูนย์รวมสำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก หรือกูเกิล ซึ่งปัจจุบันดำเนินโปรแกรมมาแล้วรวม 2 รุ่น โดยได้รับการตอบรับจากผู้นำองค์กรชั้นนำในเมืองไทยมากมาย (อาทิ นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน), นางพิมพ์ใจ หวังเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาองค์กร บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ,นายวิบูลย์ ตวงสิทธิสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทนันยาง เท็กซ์ไทล์ และนางชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด)

“นี่เป็นไฮไลต์ของโปรแกรมนี้ คือเราต้องการให้ผู้บริหารที่เป็นเบอร์หนึ่งตัวจริงขององค์กรได้เห็นว่าระดับโลกเป็นแบบนี้นะ โดยมีอาจารย์ระดับ Rock Star จากทางสแตนฟอร์ดประกบข้างตัว คอยให้คำแนะนำเพื่อที่คุณจะได้แรงบันดาลใจ บางอย่างต้องยอมรับว่า สาเหตุที่ทำตรงนี้คือถ้าเบอร์หนึ่งไม่เห็นด้วยตาตัวเอง มันก็จะนึกภาพไม่ออก ว่าการสนับสนุน Innovation สำคัญแค่ไหน และต้องทำอย่างไร โปรแกรมนี้จะช่วยให้ผู้บริหารได้ฉุกคิดแล้วหันกลับมามององค์กรอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรให้สามารถเดินต่อไปได้ในสนามแข่งขัน”

2. Leading to Innovation with DESIGN THINKING

หลังจากที่ผู้บริหารระดับสูงได้แรงบันดาลใจจากซิลิคอนแวลลีย์ ส่วนสำคัญต่อไป จะสร้างนวัตกรรมหรือนำมาใช้ประยุกต์อย่างไร โปรแกรม DESIGN THINKING จึงเกิดขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้บริหารในระดับปฏิบัติงานสามารถนำเทคนิคและความรู้กลับไปประยุกต์ใช้พัฒนาองค์กรได้จริงและทันท่วงที จนสามารถตอบสนองความต้องการและปัญหาของผู้บริโภคและผู้รับบริการได้สูงสุด เพื่อสร้างความก้าวหน้าและความแตกต่างให้แก่องค์กร

โดยเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า Stanford d. School เป็นต้นกำเนิดของ Design Thinking ซึ่งโปรแกรมนี้ถือว่าได้ของแท้ เนื้อหา case study แท้ๆ จากสแตนฟอร์ดมาสอนในเมืองไทยเลย

“ความร่วมมือระหว่างเรากับแสตนฟอร์ดจะ Exclusive มากๆ เพราะเขาจะไม่ได้เอาหลักสูตรที่ใช้ในองค์กรบ้านเขามาจับใส่ที่เมืองไทยแบบ 100% เราจะนั่งศึกษาร่วมกัน วิเคราะห์กันทุกสัปดาห์ เพื่อ Discuss กันว่าจะนำมาใช้กับผู้บริหารคนไทยอย่างไร จะออกแบบหลักสูตร โปรแกรมต้องเป็นแบบไหนที่น่าจะเหมาะสมที่สุด และนี่คือจุดที่ผู้บริหารองค์กรไทยเองก็ได้ฟีดแบกกลับมาว่าประทับใจมากๆ”

 

 โปรแกรมพัฒนาภาวะผู้นำจาก The Ken Blanchard Companies

นอกจากสแตนฟอร์ด อีกหนึ่ง partner ที่น่าสนใจคือการร่วมมือกับ The Ken Blanchard Companies ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงในเรื่องการปั้นผู้นำองค์กรระดับโลกมากมายกว่า 40 ปี ซึ่งจากหลากหลายโปรแกรมของ The Ken Blanchard Companies ได้กลายมาเป็นโปรแกรมคุณภาพของ SEAC และได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำทั่วประเทศไทย รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี Self-Leadership และ Situational Leadership® II Experience เป็นสองโปรแกรมที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยในประเทศไทย SEAC เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของ The Ken Blanchard Companies ในการนำเสนอโปรแกรมเหล่านี้ ประกอบด้วย

1.     Self-Leadership:

โปรแกรม Self-Leadership ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงผลักดันในตัวผู้นำทุกระดับขององค์กร เน้นสอนผู้นำให้เรียนรู้วิธีการสื่อสาร การประสานงาน และภาษาที่เหมาะสมในการสนทนากับบุคลากรในทีมโดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาศักยภาพ และการสร้างผลงานของแต่ละบุคคล เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เป็นหนึ่งในโปรแกรมการพัฒนาผู้นำที่ได้รับการถ่ายทอดมากที่สุดในโลก

 

2.     Situational Leadership® II Experience:

ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่ว่าหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในที่ทำงาน คือการที่ผู้นำใช้วิธีการนำแบบเดียวกับบุคลากรทุกคนโดยไม่คำนึงถึงบุคลิกลักษณะของคนนั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีรูปแบบการเป็นผู้นำใดที่จะใช้ได้กับทุกคนและทุกงาน โปรแกรม Situational Leadership® II Experience จึงถูกออกแบบมาเพื่อฝึกผู้นำให้ปรับเปลี่ยนวิธีการเป็นผู้นำให้สามารถมอบคำปรึกษา สนับสนุน รู้วิธีการนำและโค้ชบุคลากรของตนเองอย่างเหมาะสม ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยให้บุคลากรเติบโตเร็วขึ้น ส่งผลให้องค์กรสามารถก้าวหน้าโดยมีพนักงานที่มีความสามารถ มีความทุ่มเท และพร้อมที่จะสร้างผลงานที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปให้กับองค์กร

3.     Management Essentials:

ออกแบบและรังสรรค์มาจากปัจจัยที่ว่าองค์กรจำนวนมากมีความต้องการให้ผู้นำที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลและประสบความสำเร็จได้ในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้นำมักยังวางตัวไม่ถูก และยังไม่รู้แนวทางการสานสัมพันธ์กับบุคลากรในทีมงานของตนเอง เพราะการเป็นพนักงานที่มีความสามารถไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้อย่างรวดเร็วเสมอไป เนื่องจากทักษะที่ต้องใช้ในแต่ละหน้าที่และตำแหน่งนั้นแตกต่างกัน

4.     Coaching Essentials®

โปรแกรม Coaching Essentials® เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ผู้นำไม่เพียงแค่เป็นหัวหน้าที่คอยให้คำสั่งและสั่งงาน แต่ยังสอนให้เป็นผู้นำที่ดีของบุคลากรด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ปลูกฝังแนวคิด ทักษะที่จำเป็น และกระบวนการทำงานที่ช่วยให้ผู้นำกระตุ้นการพัฒนาตนเอง และดึงศักยภาพสูงสุดออกมาจากบุคลากรในทีมได้ นอกจากนี้การรวบรวมความรู้ด้านการเป็นผู้นำ และทักษะที่จำเป็นของการเป็นผู้นำของโปรแกรม จะช่วยให้องค์กรได้ผู้นำที่สามารถสานสัมพันธ์ที่ดีในทีม เพิ่มความไว้วางใจ และกระตุ้นให้ทุกคนในทีมทำงานอย่างสุดความสามารถ

ทุกองค์กรต้อง Reframe ก่อนที่จะช้าเกินไป

ในตอนท้าย เธอยังคงย้ำเรื่องความสำคัญของการ Reframe หรือการสลัดทิ้งการคิดแบบเดิมๆ ที่ยึดติดทฤษฎี แล้วหันมาเรียนรู้ในรูปแบบที่จะตอบโต้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อศึกษาวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้ว ก็ต้องกล้าลองผิดลองถูก กล้าที่จะคิดนอกกรอบ และนำข้อผิดพลาดมาใช้ประโยชน์

“Digital Disruptions ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือวันนี้ถ้าผู้นำไม่กล้าลุกขึ้นมา ตรงนี้ล่ะจะอยู่ยาก นั่นก็คือเหตุผลที่เราต้องการที่จะกระตุ้นผู้บริหารทั้งองค์กรเล็ก องค์กรกลาง องค์กรใหญ่ ให้กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้อง อย่าอยู่ใน Comfort Zone อย่ายึดติดในความสำเร็จที่ผ่านมา เพราะว่าวิธีคิดวิธีการมองอะไรแบบนี้ มันใช้ไม่ได้อีกแล้ว และถ้าคิดช้า ทำช้า แน่นอนทุกอย่างอาจสายเกินไป” ผู้บริหารย้ำท้าย

นวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีสินค้าบริการใหม่ๆ เพราะแม้ว่าองค์กรจะมีสิ่งเหล่านั้นมากเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนได้ ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมให้เกิดกับเรื่องวิธีการคิด การทำงาน ก็ย่อมไม่เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ดังนั้นถ้าองค์กรใดต้องการปฏิรูปนวัตกรรม ผู้บริหารต้องเป็นเป้าหมายแรกที่ต้อง Transform!

 

ติดตามอ่านเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ คลิก