บริษัท Apple Inc. เจ้าของแบรนด์โทรศัพท์มือถือ iPhone ชื่อดัง ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 (รอบบัญชีของบริษัทไตรมาส 1 จะเป็นช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม) ยังออกมาแข็งแกร่งในภาพรวม ยอดขายเติบโตขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อาจจะดูว่าน้อยแต่ในภาวะที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระดับ Pandemic แบบนี้ ยอดขายยังเติบโตได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

มาดูกันว่าสินค้าในหมวดต่าง ๆ มียอดขายเป็นอย่างไร อะไรเติบโต อะไรหดตัว

ไตรมาส 2, 2020 ไตรมาส 2, 2019 เปลี่ยนแปลง
iPhone (โทรศัพท์มือถือ) $23,962 ล้านเหรียญ $31,051 ล้านเหรียญ -7%
Mac (คอมพิวเตอร์) 5,351 5,513 -3%
iPad (แท็บเล็ต) 4,368 4,872 -10%
Wearables, Home & Accessories 6,284 5,129 +23%
Services 13,384 11,450 +17%
รวมยอดขาย 58,313 58,015 +1%

 

ยอดขายสินค้าอย่าง iPhone, iPad และ Mac ปรับตัวลดลง โดยมีปัจจัยลบมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ร้านค้าปลีกของบริษัทอย่าง Apple Store ต้องปิดทำการ รวมไปถึงร้านค้าปลีกที่นำสินค้าของ Apple ไปขายก็ต้องปิดทำการเช่นกันจากนโยบาย Social Distancing ทั่วโลก ถึงแม้สินค้าเหล่านี้จะสามารถสั่งซื้อจาก Apple Online Store ได้ก็ตาม แต่ก็จัดเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูงและผู้บริโภคอาจจะต้องการทดสอบก่อนซื้อจริง หรือที่เรียกว่า High Involvement Product ดังนั้น เมื่อไม่สามารถทดสอบหรือทดลองก่อนซื้อจริงได้ก็ทำให้ผู้บริโภคเลื่อนการซื้อออกไปก่อน

ด้านกลุ่มที่มียอดขายเติบโต คือกลุ่มสินค้าประเภทสวมใส่ และอุปกรณ์เสริม โดยสินค้าหลักของบริษัทที่เติบโตสูงในกลุ่มนี้คือหูฟังไร้สาย Airpods ทั้งรุ่นโปรและรุ่นปกติ นโยบาย Social Distancing เป็นปัจจัยที่ทำให้สินค้าอย่าง Airpods มีความต้องการมากขึ้น ผู้บริโภคต้องกักตัวอยู่กับบ้านทำให้ต้องการสิ่งบันเทิงมากขึ้น

สุดท้าย สินค้าด้านบริการ รายได้หลักในกลุ่มนี้จะมาจาก App Store (กินส่วนแบ่งจากผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน) ประกันสินค้าที่ชื่อว่า AppleCare และธุรกิจด้าน Cloud Computing เช่นเดียวกับเหตุผลที่ทำให้สินค้าในกลุ่มสวมใส่และอุปกรณ์เสริมเติบโตขึ้น นโยบาย Social Distancing ทำให้ความต้องการด้านบันเทิงสูงขึ้น ยอดการซื้อเกม เพลง และภาพยนตร์ สูงขึ้นในช่วงกักตัว

จากยอดขายของกลุ่มสินค้าทั้งหมด กลุ่มที่มีการเติบโตที่ดีและทางบริษัทก็เน้นมากให้ยอดขายในกลุ่มนี้เติบโตขึ้น คือสินค้าในกลุ่ม “Services” นั่นเอง ปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทเน้นในกลุ่มนี้มากเนื่องมาจากกำไรขั้นต้นหรือที่เรียกกันว่า Gross Margin อยู่ในระดับที่สูงมาก เราคิดว่าสินค้าอย่าง iPhone iPad หรือ หูฟังอย่าง Airpods ค่อนข้างที่จะราคาสูง กำไรก็น่าจะสูงตาม ซึ่งก็ไม่ผิด สินค้าประเภทที่กล่าวมามีกำไรขั้นต้นในระดับค่อนข้างสูงถึง 30.3% ด้วยความที่เป็นตราสินค้า Apple เป็นสินค้าที่เน้นไปในด้านอารมณ์มากกว่าเหตุผลจึงทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาสินค้าได้สูงกว่าคู่แข่ง แต่สินค้าเหล่านี้ก็มีระดับของกำไรขั้นต้นที่เทียบไม่ได้เลยกับสินค้าด้านบริการของบริษัท โดยสินค้าในกลุ่มบริการมีกำไรขั้นต้นสูงถึง 65.4% เลยทีเดียว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Apple ยังสามารถมียอดขายที่เติบโตได้ในภาพรวมถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาจากการทำการตลาดที่ฟังเสียงของผู้บริโภคมากขึ้น รวมไปถึงการตั้งราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้คือการวางตลาดโน้ตบุ๊กระดับ High-end รุ่นใหม่อย่าง MacBook Pro 16 นิ้ว ที่มีการปรับปรุงตามคำเรียกร้องของผู้บริโภค และมีการตั้งราคาที่ต่ำลง

มาที่การบริหารเงินสดที่มีอยู่จำนวนมากกันบ้าง ทางบริษัทได้มีการซื้อหุ้นคืนในไตรมาสนี้เพิ่มมาอีก 18,500 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 600,000 ล้านบาท ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทสามารถเติบโตขึ้นได้ถึงแม้ว่ายอดขายจะไม่ค่อยโตขึ้นก็ตามในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานอกจากซื้อหุ้นคืนแล้ว บริษัทก็ได้มีการจ่ายปันผลออกมา 3,400 ล้านเหรียญหรือราว 110,000 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์ทั้งส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลดลงทำให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นดีขึ้น (Return on Equity) และยังได้เงินปันผลอีก

สินค้า Apple ถึงแม้จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงแต่ก็มาพร้อมกับคุณภาพในระดับสูงเช่นกัน ในเมื่อเราต้องจ่ายเงินเพื่อเป็นเจ้าของสินค้าของ Apple แล้ว มันจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจขึ้นไหมถ้าเราจะมีส่วนในความเป็น “เจ้าของ” บริษัทนี้ด้วย หุ้น Apple เป็นหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมากในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงหนัก ๆ อย่างวิกฤตตลาดหุ้นจีนปี 2015 การปรับตัวลดลงอย่างแรงของตลาดหุ้นทั่วโลกในปี 2018 จากการเริ่มต้นของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยที่มากเกินไปของ Fed และล่าสุด การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระดับ Pandemic ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วกว่า 3,400,000 คน แต่หุ้นของ Apple ก็ยังคงแข็งแกร่ง

ผลตอบแทนของหุ้น Apple ถ้าลงทุนตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว จะให้ผลตอบแทน +99.76% ถ้าเป็นช่วง 1 ปีที่ผ่านมา +46.68% และสุดท้าย ถ้าลงทุนตั้งแต่เข้าปี 2020 ก็ยังเป็นบวกอยู่ +1.33%

การลงทุนหุ้นรายตัวโดยเฉพาะหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถทำได้อย่างสะดวกและไม่ต้องลงทุนสูงอย่างที่คิด อย่างบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศของ บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) บริษัทต้นสังกัดของผู้เขียนก็ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนหุ้นต่างประเทศ การกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีและเพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย สหรัฐฯ​ เป็นประเทศผู้นำทั้งในด้านเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการเมืองของโลก ตลาดของสินค้าและบริการของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ คือทั้งโลก ทำให้การเติบโตของยอดขายและกำไรมีวัฏจักรที่ยาวนาน ธุรกิจบางอย่างก็ไม่สามารถหาได้ในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่ม New Economy อย่างเฮลท์แคร์ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยี

นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Peter Lynch ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ให้ลงทุนในบริษัทที่มีสินค้าที่ดี และเป็นสินค้าที่เราและคนรอบตัวเราก็ใช้”

Apple คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำพูดนี้ครับ

Roadside Investor

โดย เพิ่มศักดิ์ จักร์มงคลชัย

รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer