การตลาดบนยูทูป ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ ขอบริบทที่ใช่ก็พอ (เทคนิคการตลาด)

คนไทยใช้เวลาดูยูทูบเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2562

การดูยูทูบที่เพิ่มขึ้น คือตัวแปรที่สำคัญของแบรนด์ในการสื่อสารเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน

แต่ทำอย่างไรที่จะดึงให้คนดูยูทูบ ดูโฆษณาของแบรนด์ล่ะ

เรื่องนี้น่าคิด

เพราะถ้าคนดูยูทูบไม่สมัครพรีเมียมเพื่อหนีโฆษณา ลงโปรแกรมปิดกั้นโฆษณา หรือกดสคริปทันทีที่เห็นโฆษณา โอกาสในการสื่อสารก็จะแทบจะเป็นศูนย์

ในงาน “Brandcast Delivered” งานใหญ่ประจำปีของยูทูบเพื่ออัปเดตข้อมูลและเทรนด์ที่สำคัญ ๆ ให้กับนักการตลาดทั่วประเทศไทย ในปีนี้ส่วนหนึ่งนำเสนออัปเดตเรื่องราวการสร้างโฆษณาให้ดึงดูดผู้ชมยูทูบ ที่เรามองว่ามีบริบทของความน่าสนใจจนอยากจะสรุปให้ชาวมาร์เก็ตเธียร์ ได้อ่านกัน

1. ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ ขอบริบทที่ใช่ก็พอ

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนวิธีการในการทำหนังโฆษณาต่างไปจากเดิม ด้วยข้อจำกัด การเว้นระยะห่างทางสังคม

การนำเสนอโฆษณาที่นิยมใช้ Production ขนาดใหญ่ เพื่อความสมบูรณ์ในการนำเสนอ จึงปรับเปลี่ยนสู่โฆษณาที่เน้นความครีเอทีฟที่อาจจะไม่ต้องซับซ้อนมากนักผ่านการนำเสนอด้วยเทคนิคต่าง ๆ บนข้อจำกัดด้านการถ่ายทำ

เช่น การปรับคอนเทนต์ชิ้นงานที่มีอยู่ ด้วยการใส่ลูกเล่นต่าง ๆ เช้าไป เช่น การนำ Animation เข้าไปประกอบการเล่าเรื่อง แทนการถ่ายทำใหม่ หรือแม้แต่การตัดต่อเล่าเรื่องในรูปแบบแปลกใหม่ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

ส่วนโฆษณาที่ต้องใช้ดาราเซเลบในการสื่อสาร เพื่อสร้างพลังให้กับแบรนด์ อาจเปลี่ยนวิธีคิดและการนำเสนอใหม่ เช่น การนำเสนอโฆษณาด้วยการถ่ายทำง่าย ๆ ในบ้านของดาราเพื่อนำเสนอสินค้าแทน ซึ่งการนำเสนอในรูปแบบนี้เมื่อมีการใส่ไอเดียเข้าไปสามารถสร้างอิมแพคได้เกินคาดเช่นกัน

 

2. การตลาดบนยูทูป ต้องปรับการสื่อสารตรงบริบทของผู้ชม

ผู้บริหารยูทูบกล่าวว่า เครื่องมือที่สำคัญของยูทูบ คือ Google Signals ซึ่งเป็นเครื่องมือ Analytic ที่เก็บข้อมูลของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในเครือ Google มาประมวลผล หาความสนใจ และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานยูทูบเฉพาะบุคคล

นักการตลาดสามารถนำบริบทความสนใจ และโมเมนต์ด้านต่าง ๆ ของผู้ชมยูทูบที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์มาสื่อสารผ่านการเล่าเรื่องราวผ่านภาพยนตร์โฆษณาที่ทำขึ้นมาง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ซึ่งอาจจะใช้โฆษณาเดียวกัน แต่ปรับภาพ หรือข้อความที่เฉพาะเจาะจงให้ตรงกับบริบทของผู้ชมในแต่ละช่วงเวลาแทน

ซึ่งการทำเช่นนี้จะให้ผลอิมแพคที่ดีกว่าการลงโฆษณาเหมือน ๆ กันหลาย ๆ รอบ

แต่การทำโฆษณาและวิธีการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายสิ่งที่เป็นความท้าทายที่สุดของนักการตลาดคือการทดลอง และทดสอบว่าผู้บริโภคตอบสนองกับโฆษณาในแต่ละครั้งอย่างไร และถ้าผู้บริโภคกำลังทำสิ่งอื่นอยู่ระหว่างมีโฆษณาจะเล่าเรื่องราวให้พวกเขาหันมาดูอย่างไร

 

3. ใส่ความเป็น Modern Marketing มองบริบทผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางการสื่อสาร

ในอดีตนักการตลาดอาจจะมองว่าเราสามารถทำโฆษณา 1 ชิ้นเพื่อให้โฆษณาพาแบรนด์ไปหาผู้บริโภคทุกคนที่ใช่ ในรูปแบบ Silver Bullet พาผู้บริโภคตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปถึงจุดหมายที่ได้วางไว้

นับตั้งแต่การสร้างการรับรู้ การพิจารณา และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นการซื้อ

วันนี้แนวคิดนี้ต้องเปลี่ยนไปสู่การสื่อสารในรูปแบบ Modern Marketing มองผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลาง หรือภาษาการตลาดเรียกว่า Consumer Centric Approach

การทำ Consumer Centric Approach ประกอบด้วย การมองหา Consumer Value, Consumer Experience และ Consumer Journey ของแต่ละบุคคล และปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา

ซึ่งการทำในรูปแบบนี้เป็นการจัดกลุ่มของผู้บริโภคตามความสนใจ เช่น กลุ่ม Café Hoppers, Musical Fan, Well-Groomed เพื่อสื่อสารแทนประชากรศาสตร์ที่ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ากลุ่มประชากรศาสตร์ที่สื่อสารไปตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์มากน้อยแค่ไหน

การสื่อสารในรูปแบบเซกเมนต์ความสนใจ สามารถต่อยอดการตลาดไปยังกลยุทธ์ Precision Marketing สื่อสารถึงคนที่ใช่ โดยสิ่งที่ใช่ บนช่วงเวลาที่ใช่ ผ่านจุดเด่นของสินค้าที่แตกต่างตามกลุ่มเซกเมนต์ได้เป็นอย่างดี

 

การสื่อสารในยุคนี้การสื่อสารแบบแมสอาจจะไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer