เพียงทอดสายตาไปตามคุ้งน้ำเจ้าพระยา แสงไฟจากโรงแรมหรูระดับโลกที่ทยอยเปิดตัวในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ส่องประกายท้าทาย แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ตำนานที่ตั้งอยู่อย่างสงบนิ่งมานานกว่าศตวรรษ
Four Seasons, Capella, Peninsula ไม่ได้เป็นเพียงโรงแรมใหม่ แต่เป็นตัวแทนของ luxury ยุคใหม่ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแข่งขันในโลกปัจจุบันตั้งแต่วันแรก
แมนดาริน โอเรียนเต็ล ที่ครั้งหนึ่งเคย “เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งโดยอัตโนมัติ” วันนี้กำลังอยู่ในยุคที่ต้องแข่งขัน เพื่อรักษาความหมายของตัวเอง ในโลกที่นิยามของความหรูหราเปลี่ยนไปทุกวัน

จากสินทรัพย์ของคนไทย สู่ flagship asset ของ Mandarin Oriental Hotel Group
แมนดาริน โอเรียนเต็ล ปรากฏชื่อคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ครั้งแรก โดย นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต เมื่อปี 2510 ก่อนที่ Mandarin Oriental Hotel Group จากฮ่องกง จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในเวลาต่อมา
ปัจจุบันยังเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง 42.39% สะท้อนว่าโรงแรมแห่งนี้ไม่ใช่เพียงธุรกิจโรงแรม
แต่เป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญระดับภูมิภาคของเครือ ซึ่งมีโรงแรมและเรสซิเดนซ์รวมกว่า 96 แห่ง ใน 28 ประเทศ
ในเชิงกลยุทธ์ โรงแรมแห่งนี้ทำหน้าที่เป็น “flagship property” ที่สะท้อนตัวตนและมาตรฐานของแบรนด์ในระดับโลก
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันเชิงธุรกิจเช่นเดียวกับโรงแรมอื่น ๆ
แม้หลังโควิด-19 รายได้และกำไรจะฟื้นตัว แต่แรงกดดันเริ่มชัดขึ้น ปี 2567 โรงแรมมีรายได้ 2,701 ล้านบาท กำไรสุทธิ 420 ล้านบาท ก่อนที่ปี 2568 รายได้จะลดลงเหลือ 2,522 ล้านบาท และกำไรลดลงเหลือ 313 ล้านบาท สะท้อนทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่ทำให้การตั้งราคาพรีเมียมทำได้ยากขึ้น

ในวาระครบรอบ 150 ปี โรงแรมเปิดตัวแคมเปญระดับโลก “Unfolding Legacies” ซึ่งไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่คือคำประกาศว่าจะตีความ “มรดก” ให้มีความหมายในโลกปัจจุบัน
ตัวอย่างที่เห็นชัด คือความร่วมมือกับแบรนด์ร่วมสมัยระดับโลก
Margot McKinney เปลี่ยนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของโรงแรม ให้กลายเป็นเครื่องประดับ
Parfums Dusita สร้างน้ำหอม “Light of Bangkok” เปลี่ยนจิตวิญญาณของโรงแรม ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้ผ่านกลิ่น
Sporty & Rich รวมทั้งนำสีเขียวศิลาดลอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรม สู่แฟชั่นคอลเลกชันที่คนรุ่นใหม่สามารถใช้ในชีวิตประจำวัน
เป็นการเปลี่ยนจากโรงแรมในฐานะ “destination” ไปสู่แบรนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของ lifestyle

สิ่งที่น่าสนใจคือ แมนดาริน โอเรียนเต็ล ไม่ได้พยายาม reinvent ตัวเองให้เหมือนโรงแรมใหม่ แต่เลือกปรับสิ่งที่จำเป็นให้ทันสมัย เช่น หลายปีที่ผ่านมาใช้งบส่วนใหญ่ปรับปรุงห้องพัก ห้องอาหารให้ทันสมัยขึ้น
พร้อมรักษาสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์การบริการ และจิตวิญญาณของแบรนด์ไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือข้อได้เปรียบที่เงินไม่สามารถสร้างขึ้นได้
หนึ่งในรากฐานสำคัญคือ OHAP สถาบันฝึกอบรมภายใน ที่ถ่ายทอดมาตรฐานและจิตวิญญาณแห่งการบริการ ซึ่งเป็นหัวใจที่ทำให้โรงแรมรักษาสถานะระดับตำนานมาได้อย่างยาวนาน
โอเรียนเต็ลจึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความเป็นตำนาน ที่ท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการของผู้บริหาร ว่าจะสร้างตำนานแห่งนี้ให้มีชีวิต และเติบโตอย่างสง่างามข้ามศตวรรษ ได้หรือไม่
และจะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับแบรนด์ระดับตำนานอื่น ๆ ทั่วโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายเดียวกัน
