ย้อนอดีตกับงานเสวนาวิชาการ ดีๆ  “ไขรหัสลับ ละครบุพเพสันนิวาส” ที่จัดโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  ร่วมกับคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา

ไม่ใช่งานเสวนา ที่จัดกัน “เล่นๆ” เพื่อแลกเปลี่ยนความทรงจำที่เป็นความสุขจากละครเท่านั้น  แต่คือการค้นหาเสน่ห์ และไขรหัสลับความสำเร็จของละคร  โดยหลังจาก นี้ทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ยัง ”เอาจริง” ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการถอดบทเรียนรูปแบบทันสมัย แนวอินโฟกราฟฟิค และมุ่งมั่นต่อยอดสู่งานวิจัย โดยมีคณาจารย์ คณะวารสารศาสตร์ฯ เป็นผู้เชี่ยวชาญร่วมกันดำเนินการ สร้างนวัตกรรมทางวิชาการ ด้านสื่อละครสร้างสรรค์ปลอดภัยสู่สังคมต่อไป

ปรากฎการณ์ “ฟินกันทั้งเมือง” จากละครทีวีไทย ที่หลายคนยี้ และเคยพูดอย่างเชิ่ด ๆ ว่า “ชั้น ไม่ได้ดูละครไทย นานแล้ว”  ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

และที่สำคัญความสุขที่ได้รับจากตัวละครเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นแค่เพียงกลับไปนอนจิกหมอนฝันดี แต่ยังเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องที่แสดงถึงความรักชาติ อย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นมาก่อนในสังคมไทย

สำหรับงานนี้ ได้รับเกียรติจาก วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษ  โดยมี ผศ. ดร. วิไลวรรณ จงวิไลเกษม รองคณบดีฝ่ายวิชาการ ของคณะเป็นผู้ดำเนินรายการ

 

วสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการจัดงานเสวนาวิชาการ“ไขรหัสลับ ละครบุพเพสันนิวาส” ในครั้งนี้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปบทเรียนละครบุพเพสันนิวาสที่ทำให้คนไทยรวมทั้งชาวต่างชาติ คอยติดตามดูอย่างเหนียวแน่นจนสร้างเรตติ้งถล่มทลาย   และที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น คือคนไทยหันมาสนใจเรียนรู้รากวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มากขึ้น  จำเป็นต้องไขรหัสความสำเร็จของละคร และต้องการเห็นละครเรื่องนี้เป็นจุดเปลี่ยนละครไทย จากเดิมที่คนเห็นว่าล้าหลัง ซ้าซากจำเจ น้ำเน่า และไปชื่นชอบละครเกาหลีเพราะมีการศึกษาวิจัยทุ่มเทการสร้างมากกว่าละครไทย

นิมิตร พิพิธกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรมและกรรมการกองทุนฯ กล่าว ว่าละครบุพเพสันนิวาสได้ปฏิรูปละครไทย จากละครน้ำเน่าในอดีตที่เป็นภาพจำของคนในสังคม ในละครเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเห็นภาพที่คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทำให้ผู้ชมเกิดการเรียนรู้ในรูปแบบ Media Literacy ในลักษณะอ่านสื่อให้รู้ ดูสื่อให้เป็น เกิดการติดตามละครอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกิน การแต่งกาย ซึ่งผู้ชมจับต้องสิ่งที่ละครนำเสนอได้ จนเกิดกระแสทางวัฒนธรรมที่ผู้ชมพร้อมรับวัฒนธรรมทุกอย่างเนื่องจากใกล้เคียงกับวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งแตกต่างกับละครทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านๆ มาของไทยที่มักเป็นไปในลักษณะเชิดชู ศรัทธา และยกย่อง ทำให้ผู้ชมจับต้องไม่ได้

อ.ศัลยา สุขะนิวัตติ์ นักเขียนบทละครนักเขียนบทละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” กล่าวว่า  เสน่ห์คือความสนุกที่ดึงดูดให้คนมาดู  และยอมรับว่าบทประพันธ์ของเรื่องนี้ล้ำมาก ต่างจากเรื่องอื่นๆในแนวเดียวกันที่ตัวละครทะลุไปสู่อีกมิติหนึ่ง และมักเป็นสูตรสำเร็จที่ว่าทะลุเข้าไปเพื่อแก้ไข เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในยุคนั้น  แต่คราวนี้ตัวนางเอกเพียงแต่อยากทดสอบว่าเป็นเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง

จากประสบการณ์การทำงานเขียนบทละครที่ผ่านมาทำให้ตนจับทางคนดูได้ว่าคนดูต้องการอะไร  การเขียนบทละครเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ข้อมูลต้องถูกต้องจริงๆ  ปัญหาก็คือว่าเราไม่รู้ว่าข้อมูลจริงๆคืออะไรและอยู่ที่ไหน ดังนั้นต้องให้ความสำคัญในการค้นคว้าอย่างมาก ที่สำคัญต้องทำให้คนดูมีความสุข

ภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครบุพเพสันนิวาส  กล่าวว่าเเรกเริ่มตนทำตัวเป็นคนอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนคนทั่วไป หลังจากนั้นก็อ่านบทตีความเป็น 3 อย่างคืออ่านให้สนุกเหมือนที่เราอ่านบทประพันธ์  และ 2.เพิ่มความสนุกเข้าไปอย่างที่ตัวเองอยากเห็น 3. ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากบทที่ได้รับมา เพื่อให้เห็นเป็นภาพเดียวกัน  เรื่องของภาษาต้องยอมรับว่ายากต้องชมนักแสดงที่ทำการบ้านมาดี

สูตรความสำเร็จอยู่ที่ว่ามีการเปิดตัวละคร เปิดปมการขัดแย้งที่ชัดเจน  มีไคลแมกซ์ไปจนถึงช่วงท้ายที่คลายปม โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะเปิดตัวละครให้คนรู้จักมากที่สุด แล้วให้คนดูรักและเกลียดตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นอย่างเช่นบทบ่าวอย่างแม่ปริก”

ส่วนนางเอกการย้อนกลับไปในอดีตก็ต้องเอาชนะใจคนในยุคนั้น ในขณะที่คนในยุคนี้ก็ต้องคอยลุ้น กลายเป็นความร่วมสมัย ที่เข้าใจง่ายโดนใจคนดู เรื่องก็ยิ่งสนุก  และที่สำคัญต้องคิดตลอดเวลาว่าในแต่ละฉากอะไรคือไคลแม็กซ์

ความร่วมสมัยถูกคนดูร่วมกันปรุงแล้วโยนขึ้นออนไลน์กลายเป็นกระแสแรงเพิ่มขึ้นไปอีก

ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารสายกิจการองค์กร สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3   กล่าวว่า “คอนเทนต์” มีความสำคัญที่สุดและถือเป็นเสน่ห์ของละครเรื่องนี้ ส่วนปรากฎการณ์ออเจ้าฟีเวอร์ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากโซเชียลมีเดียที่ช่วยส่งเสริมให้มีผู้ชมทางช่องทางสื่อโทรทัศน์เพิ่มขึ้น  เป็นความลงตัวของสื่ออนไลน์ และออฟไลน์ที่เกิดขึ้น เพราะผู้ชมดูแล้วจับมือถือไปด้วย เขาต้องการบอกเพื่อนๆว่าดูอยู่ทำให้แฮชแท็กของละครเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ในเอเชีย

สำหรับการวางกลยุทธ์ในการสื่อสารของช่อง แบ่งเป็น 3ตัวคือ Paid, Owned และ Earned media  แต่คราวนี้Earned media ที่เกิดขึ้นจากความผูกพันในตัวละคร มีมากอย่างที่คาดไม่ถึง แม้แต่การจับผิดในละครก็เป็นเรื่องที่บอกต่อในออนไลน์ ยิ่งสร้างกระแสเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนตัว Paid media สื่อนอกบ้านบิลล์บอร์ดต่างๆเป็นสื่อที่ต้องจ่ายเงินซื้อและมีพลังมากในการเตือนให้คนดูละคร เช่นเดี่ยวกับการใช้เงินในสื่อออนไลน์ และไลน์ทีวี

ทางด้านมุมมองของนักวิชาการ รศ.นฤมล ปิ่นโต หัวหน้ากลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ.กล่าวถึงเสน่ห์และสูตรสำเร็จของละครเรื่องนี้เป็นบทกลอนว่า

“รู้จักแลเข้าใจในผู้ชม เรื่องราวภาษาเหมาะสม สนุกพาฝัน การแสดงภาพเสียงทรงพลังประสานกัน ผู้กำกับเหนือชั้น นักการตลาดก็ช่ำชอง”

นอกจากนี้ บทประพันธ์ของละครเรื่อง มีการนำเสนอให้เข้ากับทุกกลุ่มผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่ม Gen X, Gen Y, Baby Boomer ทำให้ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมจากผู้ชมทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย

งานจบ ความสุขยังไม่จบ  เสียงเพลงออเจ้าเอย ยังดังอยู่ริมหู  “กลัวฉันกลัวว่าจันทร์จะลาจากฟ้าไกล กลัวฉันกลัวว่าใจจะขาดเมื่อร้างลา  กลัวฉันกลัวออเจ้าจะไกลไม่เห็นหน้า กลัวชะตาจะมาพรากเรา”

หวังว่าเมื่อไขรหัสลับ และถอดบทเรียนเรื่องนี้กันได้แล้วจะมีละครดีๆแบบนี้มาให้คนไทยได้”ฟิน” และมีความสุขกันได้อีกอย่างต่อเนื่อง นะเจ้าคะ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer