ทรงยศ สุขมากอนันต์ คุยกับผู้กำกับที่วันนี้เปลี่ยนมาเป็นผู้บริหาร ในวันที่ นาดาวบางกอก เดินทางสู่ปีที่ 11 (สัมภาษณ์พิเศษ)

2546 คือปีที่ทำให้ใครหลายคนรู้จักกับตัวละครอย่างเจี๊ยบกับน้อยหน่า

และก็ยังทำให้ ย้ง- ทรงยศ สุขมากอนันต์ กลายเป็นที่รู้จักของใครอีกหลาย ๆ คนในฐานะหนึ่งในผู้กำกับร่วมของภาพยนตร์เรื่องแฟนฉัน

ความสำเร็จในครั้งนั้นได้กลายมาเป็นใบเบิกทางที่ทำให้ย้งได้เป็นผู้กำกับเดี่ยวของภาพยนตร์เรื่องเด็กหอในเวลาต่อมา

ถัดจากเด็กหอ ย้งก็ได้ขยับมากำกับเรื่อง 5 แพร่ง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น และวัยรุ่นพันล้าน ที่ในเวลาต่อมาเขาได้ผันตัวจากการเป็นผู้กำกับหนังใหญ่ มาเป็นผู้บริหารของนาดาวบางกอก ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงแค่บริษัทดูแลศิลปินที่อยู่ในสังกัดของ GTH

กว่าจะเดินทางมาถึงปีที่ 11 ย้งเล่าย้อนกลับไปในอดีตให้ฟังว่าซีรีส์ฮอร์โมนส์วัยว้าวุ่นซีซัน 1 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของนาดาวบางกอก

เป็นทั้งซีรีส์ที่ทำให้บริษัทเกือบต้องปิดตัวลง ในขณะเดียวกันมันก็ยังเป็นซีรีส์ที่ช่วยชีวิตบริษัทเอาไว้

เพราะในตอนแรกเริ่มนาดาวบางกอกยังมีทีมงานเพียงแค่ 7-8 คนเท่านั้น ซึ่งระหว่างการถ่ายทำซีรีส์ฮอร์โมนส์ซีซัน 1 นั้นถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้คนทั้งออฟฟิศจนแทบไม่มีเวลาไปรับงานอื่นที่ทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนเข้ามา จึงทำให้ผลประกอบการของนาดาวในปีนั้นมีรายได้เพียงแค่ 26,000 บาท

“ตอนนั้นคิดว่าจะปิดบริษัทแล้ว พอฮอร์โมนส์ฉายไปได้ตอนสองตอน เห็นงานออกมา ก็คิดว่าเอาว่ะ มันก็คงเป็นการปิดบริษัทที่สวยงามแหละ

แต่พอเริ่มฉายตอนสามตอนสี่ คราวนี้กระแสเริ่มแรงขึ้น ก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา แม้จะแค่รายเดียวก็ตาม แต่พอเริ่มมีกระแส สุดท้ายเราก็ทำซีซั่น 2 ต่อ ซึ่งซีซั่น 2 ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้บริษัทมีทุกวันนี้” – ย้ง ทรงยศ

และจากซีรีส์ฮอร์โมนส์วัยว้าวุ่น นาดาวบางกอกก็ต่อยอดไปทำ original content ให้กับ LINE TV ทำซีรีส์ที่กลุ่มคนดูไม่ได้มีแค่วัยรุ่นอย่าง เลือดข้นคนจาง

และล่าสุดกับการทำค่ายเพลงอย่าง Nadao Music ที่มีเพลงฮิตอย่าง รักติดไซเรน เป็นตัวเปิดที่ทำให้เกิดการนำนักแสดงในสังกัดมาพัฒนาเป็นศิลปินและค่ายเพลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยมีเบล-สุพล นักร้องชื่อดัง มานั่งแท่นเป็นหัวเรือใหญ่ของงานนี้

นั่นเท่ากับว่า ณ ตอนนี้ นาดาวบางกอก ทำอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือดูแลพัฒนาศิลปิน-นักแสดงในสังกัด, ผลิตซีรีส์-คอนเทนต์ต่าง ๆ และค่ายเพลง Nadao Music

โดยรายได้ของ Nadao Bangkok มาจากการดูแลศิลปินและนักแสดง หรือพูดง่าย ๆ ว่าค่าตัวราว 60% ส่วนอีก 40% มาจากการทำซีรีส์และคอนเทนต์ต่าง ๆ

แต่ในเชิงของกำไรนั้นกลับกัน เพราะรายได้ส่วนใหญ่ที่ได้จากค่าตัวก็มักจะถูกแบ่งให้กับศิลปินในสัดส่วนที่มากกว่า หักลบอะไรต่าง ๆ แล้วเหลือเป็นกำไรกลับมายังบริษัทเพียงแค่ประมาณ 10%

ดังนั้น หากเทียบกันแล้ว กำไรจากการทำซีรีส์หรือคอนเทนต์จึงมีมากกว่ากำไรที่ได้จากค่าตัวของศิลปิน

มองลึกลงไปในเชิงของ Production ย้งเล่าให้ฟังว่าซีรีส์ส่วนใหญ่ของนาดาวมีต้นทุนต่อตอนราว 2.5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงกว่าละครในช่วง Prime-Time ในบ้านเรา ที่มักจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.4-1.5 ล้านบาท

แต่การจะลดต้นทุนของ Production เพื่อเพิ่มกำไร นั่นไม่ใช่ทางของนาดาว เพราะการลด Production ก็จะทำให้คุณภาพลดลงตามไปด้วย

หรือแม้แต่การเพิ่มจำนวนชิ้นงาน ก็อาจทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในปี ๆ หนึ่งเราถึงเห็นซีรีส์จากนาดาวบางกอกเพียง 1-2 เรื่องเท่านั้น

นาดาวจึงไปเพิ่มสัดส่วนของกำไรด้วยการขยายฐานตลาดออกไปยังต่างประเทศแทน เริ่มจากประเทศในอาเซียน ซึ่งตอนนี้นาดาวบางกอกก็มีฐานแฟนอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และจีนอยู่แล้ว

ส่วนประเทศที่ฝันอยากจะไปให้ถึงก็คือเกาหลีและญี่ปุ่น เพราะทั้ง 2 ประเทศนั้นมีวัฒนธรรมด้านบันเทิงที่แข็งแรงเป็นอย่างมาก

โดย ณ ตอนนี้รายได้ของนาดาวบางกอก มาจากในประเทศ 90% ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นรายได้ที่มาจากต่างประเทศ

ในวันที่ขยับสถานะจากผู้กำกับมาเป็นผู้บริหาร เขาเริ่มส่งไม้ต่อให้กับผู้กำกับรุ่นใหม่ จนเกิดเป็น พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ผู้กำกับละคร ฉลาดเกมส์โกง หรือ บอส-นฤเบศ กูโน ผู้กำกับ รักฉุดใจนายฉุกเฉิน, Side By Side พี่น้องลูกขนไก่, แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ส่วนในมุมของผู้บริหาร จากวันที่นาดาวบางกอกเคยมีพนักงานแค่ 7-8 คน

เขานำพาบริษัทจนได้ขยับขยายกลายมาเป็น 50 คน

พร้อมกับศิลปินในสังกัดอีก 36 ชีวิต

และอายุของนาดาวบางกอก ที่อยู่มานานจนสามารถนับหน่วยเป็นทศวรรษได้

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer