ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทย และโอกาสลงทุนใน กองทรัสต์ HREIT (วิเคราะห์)

ข่าวลือที่ว่า Tesla มีแนวโน้มขยายฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย กำลังสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะสร้างโอกาสหลาย ๆ อย่างให้บ้านเราแล้ว ยังเป็นผลดีต่อการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ การกระตุ้นการเติบโตให้กับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทย ที่นอกจากจะเติบโตรับการมาของโครงการ EEC รวมถึงได้รับอานิสงส์จากเทรดวอร์แล้ว โอกาสการเข้ามาลงทุนของ Tesla คือการตอกย้ำการกลับเข้ามาอยู่ในเรดาร์การลงทุนของ ‘ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม’ อีกครั้ง

“ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทย จากนี้ไปมีแต่การเติบโต”

คำยืนยันจาก จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น แม่ทัพใหญ่แห่ง WHA Group ผู้นำในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ไทย

“ภาพรวมธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมนับจากนี้ไปเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะนอกจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิด EEC เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมกลับมาอยู่ในเรดาร์ของการลงทุนอีกครั้ง ขณะที่การเกิด Trade War หรือสงครามการค้าก็ทำให้เราได้เห็นภาพการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนออกจากจีน และด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ตอกย้ำว่าฐานการผลิตไม่ควรอยู่ที่เดียว จึงช่วยทำให้เกิดการกระตุ้นการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนอีกระลอก และประเทศไทยคือจุดหมายหลักของการย้ายฐานการลงทุนที่ว่านี้

ทำไมประเทศไทยถึงเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการลงทุน?

จรีพรให้คำตอบว่า อย่างแรกคือประเทศไทยมี Infrastructure ที่ดีพร้อม ถัดมาคือด้านแรงงานที่มีความรู้และมีทักษะ นอกจากนี้ ประเทศไทยมีนโยบายการส่งเสริมการลงทุนโดยการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีซึ่งดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของไทยจากนี้ไปมีแต่การเติบโตที่น่าสนใจ

EEC ความหวังเดียวของ Industry Sector

แม้ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทย จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้น ดังนั้น การเกิดโครงการ EEC ตั้งแต่ปี 2560 จึงถือว่าเป็น Turning Point ที่จะทำให้ไทยกลับเข้ามาอยู่ในสปอร์ตไลท์แห่งการลงทุนอีกครั้ง

“การเติบโตของ EEC คือความหวังเดียวของ Industry Sector ของไทยในตอนนี้ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยติดกับดักหลายเรื่องจนทำให้ไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ เมื่อมีโปรเจกต์ EEC จึงส่งผลให้ไทยเข้ามาอยู่ในแผนที่การลงทุนของโลกอีกครั้ง ซึ่งการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจนทำให้เกิดเมกะโปรเจกต์ EEC ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างงาน กระตุ้นวงจรเศรษฐกิจได้ดีแล้ว ยังสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่ทำให้ประเทศไทยไปต่อได้”

โอกาสลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ในทำเลศักยภาพ

เมื่อเมกะโปรเจกต์ EEC กำลังมา ประกอบกับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทยที่เติบโต โอกาสของนักลงทุนในช่วงนี้จึงเป็นการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์บนทำเลศักยภาพอย่าง EEC

ล่าสุด กองทรัสต์ HREIT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช ที่ทรัพย์สินส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนทำเลทองที่เติบโตตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างโครงการ EEC ได้ประกาศเพิ่มทุนครั้งที่ 2 เพื่อลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมครั้งที่ 3 จำนวน 5 โครงการมูลค่าไม่เกิน 1,337.70 ล้านบาท

จารุชา สติมานนท์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล รีท แมนเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ HREIT บอกกับ Marketeer ว่า

“สำหรับการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 เพื่อลงทุนในทรัพย์สินหลักเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ในอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นการเข้าลงทุนในทรัพย์สินหลักเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,337.70 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่จะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 โครงการ รวม 15 ยูนิต เป็นพื้นที่เช่าโรงงานและคลังสินค้ารวม 48,127 ตร.ม. โดยเป็นทรัพย์สินของ 3 บริษัท คือ

  • บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (สำหรับบางส่วนของโครงการนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (WHA CIE 1))
  • บริษัท ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด (สำหรับโครงการนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (WHA ESIE 1) และโครงการดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์พาร์ค 2 (WHA LP 2))
  • บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล บิวดิ้ง จำกัด (สำหรับบางส่วนของโครงการนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (WHA CIE 1) โครงการดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์พาร์ค 4 (WHALP 4) และโครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL))

การเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำให้พื้นที่ภายใต้การจัดการของ HREIT เพิ่มเป็น 380,000 ตร.ม. และมีทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 11,250 ล้านบาท

ความน่าสนใจของการเพิ่มทุนของ HREIT ในครั้งนี้คือ ทำเลที่ตั้งของทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่เข้าลงทุนอยู่ในพื้นที่ EEC ซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้ประกอบการข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลายรายในหลายภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่เข้าลงทุนมีคุณภาพสูง รองรับการผลิตได้หลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวอาคารมากขึ้น

ปัจจุบันกองทรัสต์ HREIT มีผู้เช่าที่หลายสัญชาติและหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมใดหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะที่อัตราการเช่าในตอนนี้เกินกว่า 90% โดยมีสิทธิสัญญาเช่า 30 ปี และสิทธิในการต่ออายุสัญญาเช่าทรัพย์สินอีก 30 ปี ภายใต้การบริหารของ WHA Group ซึ่งเป็นผู้พัฒนานิคมฯ อันดับหนึ่งของประเทศไทย ทั้งหมดนี้ทำให้กองทรัสต์ HREIT มีขนาดใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย

“ภายหลังจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ ผู้ถือหน่วยจะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลและเงินลดทุน (Total Distribution per Unit) เพิ่มขึ้น โดยประมาณการการจ่ายประโยชน์ตอบแทนและเงินลดทุนต่อหน่วยในช่วง 1 ปีหลังจากการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 จะอยู่ที่ 0.69 บาทต่อหน่วยทรัสต์ สอบทานโดยผู้สอบบัญชี”

“จากความมุ่งมั่นของผู้จัดการกองทรัสต์ที่อยากเห็นกองของเราเติบโตขึ้นทุกวัน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี มั่นคงระยะยาวให้กับผู้ถือหน่วยทุกท่าน บวกกับทรัพย์สินที่มีคุณภาพดี ในทำเลที่มีศักยภาพ รวมถึงเราได้มืออาชีพทางด้านการบริหารอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ WHA Group เข้ามาช่วย อยากจะให้กองทรัสต์ HREIT เป็นโอกาสในการลงทุนของทุกท่าน” จารุชา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทรัสต์ HREIT ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมสามารถจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 16-20 และ 23-26 พฤศจิกายน 2563 ส่วนนักลงทุนหรือบุคคลทั่วไป สามารถจองซื้อได้วันที่ 16-20 และ 23-27 พฤศจิกายน 2563 ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer