เพราะมรดกตกทอดทางธุรกิจที่ถูกส่งต่อมายังรุ่นลูกรุ่นหลาน อาจไม่ได้มีแค่ทรัพย์สิน แต่บางครั้งก็มาในรูปแบบของ ‘หนี้สิน’ ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับทายาทรุ่นสองอย่าง กันต์-ธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจขายส่งแว่นตาของครอบครัวที่ทำมากว่า 40 ปี กับการรับสินค้ามาจากต่างประเทศ แล้วขายส่งให้ร้านค้าปลีกนำไปขายต่อไป

โดยภายในงานทายาทรุ่นสองของ The Cloud กันต์เริ่มเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับเข้ามาช่วยธุรกิจของที่บ้าน ก็เพราะตัวเลขของหนี้สินที่มากถึง 28 ล้านบาท

แม้จะเป็นจำนวนที่ไม่มากสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับ SME ตัวเล็ก ๆ อย่างเขา

ถามว่าหนี้สิน 28 ล้านนี้มาจากไหน?

เขาเล่าต่อไปว่าแม้ธุรกิจของที่บ้านจะขายดิบขายดี เพราะหากย้อนกลับไป 40 ปีก่อนหน้าไม่ค่อยมีใครทำธุรกิจแบบนี้สักเท่าไร

แต่ความขายดิบขายดีนั้นกลับกลายมาเป็นกับดักความสำเร็จ ที่ทำให้ที่บ้านของเขายึดติดกับการทำธุรกิจในรูปแบบเดิม ๆ ไม่ปรับตัวไปตามเวลาที่เปลี่ยนไป

นั่นคือความคิดว่าต้องสั่งแว่นตาของแบรนด์จากต่างประเทศมาสต๊อกไว้ แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นสต๊อกที่ล้นเกินกว่าความต้องการของลูกค้า

นอกจากปัญหาสต๊อกบวม ธุรกิจของครอบครัวกันต์ก็ยังต้องเจอกับปัญหาการเงิน ที่หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป Cashflow ที่มีอยู่คงทำให้บริษัทอยู่ได้อีกแค่ปีครึ่งเท่านั้น

และเมื่อดูลึกลงไปในรายละเอียด ก็พบว่าเงินที่กู้มาจากธนาคารนั้นมีดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งวงเงินที่ธนาคารให้มาก็ยังเป็นอะไรที่น้อยมาก หากเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน 100%

เมื่อเป็นแบบนี้ กันต์จึงตัดสินใจเปิดฉากเจรจากับธนาคาร ซึ่งถือเป็นเรื่องใจกล้า เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อนหน้า ที่ข้อมูลความรู้เรื่องการเงินนั้นเข้าถึงได้ยากกว่านี้ และเมื่อไม่มีความรู้ที่มากพอจึงเกิดความกลัว เวลาธนาคารยื่นข้อเสนออะไรมาก็รีบตอบรับเพราะคิดว่าดีกว่ากู้ไม่ผ่าน

แต่สุดท้ายแล้วความกล้าของกันต์ในครั้งนั้นก็ทำให้สามารถลดดอกเบี้ยได้ 3% และได้วงเงินเพิ่มมาอีก 20% ทำให้เขาสามารถช่วยบริษัทประหยัดเงินได้ปีละ 900,000 บาท

หลังคุยกับธนาคารจบ กันต์ก็มาเคลียร์เรื่องสต๊อกแว่นตาที่ค้างไว้ต่อ ด้วยการโฟกัสกับแบรนด์ที่ทำกำไร แล้วตัดแบรนด์ที่ไม่ใช่ออกไปเพื่อลดต้นทุน

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะกว่าจะได้ตัดแบรนด์ที่ไม่ใช่ออกไป กันต์ต้องใช้เวลาคุยกับที่บ้านอยู่นาน ด้วยเหตุผลที่พ่อ-แม่ บอกว่าเป็นคู่ค้ากันมาหลายสิบปี ไม่อยากทำแบบนี้ มันเหมือนเป็นการตัดสายสัมพันธ์

แต่เขากลับมองว่า หากไม่ตัด ก็ไม่ได้ไปต่อ ถ้าพ่อกับแม่ไม่กล้าตัดไม่เป็นไร เดี๋ยวกันต์จัดการให้เอง

ซึ่งกันต์ยังพูดแบบแอบติดตลกให้ฟังด้วยว่าในวันที่ตัดสินใจไม่รับสินค้าจาก Supplier เดิมต่อ พ่อกับแม่ของเขานอนแทบไม่หลับ แต่เขากลับรู้สึกสบายใจมาก มันเหมือนเป็นการตัดสิ่งที่ไม่ใช่เพื่อทำให้หายใจได้โล่งขึ้น

จากนั้นก็ทำการเคลียร์ของเก่าที่มีอยู่ในสต๊อกแบบเทขาย ทำให้สามารถระบายของที่มีอยู่ในคลังออกไปได้อีกมาก ทั้งยังได้เงินก้อนกลับมาหมุนในธุรกิจ

และด้วยการจัดการต่าง ๆ ที่ว่ามานี้ก็ทำให้เขาสามารถลดภาระหนี้สินกว่า 28 ล้านจนเกือบหมดได้ภายในเวลา 5 ปี

เมื่องานเก่าจบก็ได้เวลาเริ่มงานใหม่ โดยครั้งนี้กันต์ตั้งใจจะปั้นแบรนด์แว่นตาเป็นของตัวเอง เพราะคิดว่าในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามาทำให้บทบาทของ ‘คนกลาง’ ลดน้อยลง หากยังรับมาแล้วขายไปเหมือนเดิมอยู่ก็คงไม่อาจสร้างความยั่งยืนในธุรกิจได้

และนี่ก็คือที่มาที่ไปในการเริ่มทำแบรนด์ OCCURA แม้ในตอนแรกเริ่มจะยังขลุกขลัก พบกับอุปสรรคอีกมากมาย ทั้งการกำหนด Position ตัวเองที่ผิด หรือการทำ Marketing ที่ไม่ตรงจุด

เช่น การจ่ายเงินโฆษณา Facebook ไป 600,000 บาท แต่มีลูกค้าเข้ามาซื้อไม่ถึง 3 คน แล้วแต่ละคนก็ซื้อไม่ถึงหลักหมื่นบาท

แต่หลังจากนั้นหนึ่งปี กันต์เริ่มหาทางออกให้ตัวเองใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำแบรนด์ให้เหมือนเป็นร้านโอมากาเสะในวงการแว่นตา ทำแค่สาขาเดียวแต่ทำให้ดีและพรีเมียมไปเลย

หรือการเปลี่ยนวิธีโฆษณา จากเดิมที่เคยเอาเงินไปลงใน Facebook ก็เปลี่ยนมาทำโฆษณาบน Google แทน เพราะพบอินไซต์ว่าจริง ๆ แล้วเวลาคนจะซื้อแว่นตา เขาจะมาค้นหาร้านใน Google ไม่ใช่ว่าเจอโฆษณาบน Facebook แล้วจะกดซื้อ

ซึ่งผลที่ได้ก็คือเพียง 7 วันหลังปล่อยโฆษณาก็มีลูกค้ามา 3 คนแล้ว หรือกับลูกค้าเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อมาตัดแว่นที่ OCCURA โดยเฉพาะ

และจากร้านขายส่งแว่นตาของที่บ้าน เขาสามารถพลิกฟื้นธุรกิจ จนทำให้ลูกค้ายอมจ่ายเงิน 20,000-30,000 เพื่อซื้อแว่นตาของ OCCURA ได้

ขอบคุณภาพ: OCCURA



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer