จากสถานการณ์โรคระบาดตลอดปีที่ผ่านมา กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ทำให้องค์กรทั่วโลกต่างเร่งปรับตัวให้เข้ากับยุค New Normal รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซึ่งเป็นโลกที่ ‘ความเร็ว’ เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การตัดสินใจและการลงมือปฏิบัติงานต้องเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์

ทำให้เทคโนโลยีคลาวด์เป็นโซลูชั่นที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว และกลายเป็นสิ่งที่องค์กรขาดไม่ได้ ผู้นำอย่าง HPE หรือ Hewlett Packard Enterprise ได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกลุ่มลูกค้าองค์กรทั่วโลก

และนี่คือ 4 เทรนด์ที่จะเข้ามากำหนดอนาคตธุรกิจคลาวด์

1. จาก Hybrid Cloud สู่ Distributed Cloud

“อนาคตของคลาวด์จะเป็นไฮบริด” คำพูดของ อันโตนีโอ เนรี CEO ของ HPE ที่เคยกล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน เขาให้เหตุผลว่า การย้ายข้อมูลทั้งหมดไปยังพับลิกคลาวด์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะแอปพลิเคชันจำนวนมหาศาลที่องค์กรใช้งานมานับ 10 ปีมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล องค์กรจึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud) ซึ่ง IDC คาดการณ์ว่าตลาดในปี 2020 มีมูลค่าถึง 6,000 ล้านดอลลาร์ และจะเติบโตถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ในอีก 3 ปีข้างหน้า

พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้บริหาร บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย

ขณะที่ พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้บริหาร บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ HPE GreenLake บริการด้านฮาร์ดแวร์ โซลูชั่น ในรูปแบบของคลาวด์ ซึ่งเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างที่ต้องการ ด้วยคอนเซ็ปต์  ‘The Cloud That Comes to You’ เป็นบทพิสูจน์สำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการคาดการณ์ของอันโตนิโอ เนรีได้กลายเป็นจริง

“หลังจากเปิดตัวเมื่อ 3 ปีก่อน HPE GreenLake มีอัตราการเติบโตสูงกว่าพับลิกคลาวด์ และมูลค่ายอดการใช้งานในเอเชียแปซิฟิกในปี 2020 เพิ่มขึ้นถึง 77% จากปีก่อนหน้า แม้ว่าเราจะต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ก็ตาม

“การเติบโตอย่างโดดเด่นของไฮบริดคลาวด์ถือเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ โซลูชั่นแบบ Distributed Cloud ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในหลากหลายพื้นที่ได้ด้วยวิธีการที่สะดวก ยืดหยุ่น และกระชับฉับไว ซึ่งนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคที่องค์กรมีการใช้งานคลาวด์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น”

2. Hybrid Cloud คุ้มค่าแบบไม่มีข้อกังขาอีกต่อไป

ที่บอกว่าคุ้มค่าเนื่องจากบริการคลาวด์มักมาพร้อมกับการให้บริการแบบ As-a-Service และการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง (pay-per-use) ซึ่งเปิดให้องค์กรเข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุด พร้อมปรับเพิ่มหรือลดการใช้งานได้ตามความต้องการ ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนเพื่อติดตั้งก่อนการใช้งาน และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการเงินสำหรับการสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ อีกด้วย

“โมเดลดังกล่าวตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เช่น ธุรกิจร้านอาหารเชน ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านเงินทุน อีกทั้งยังต้องการความรวดเร็วในการติดตั้งระบบและเริ่มใช้งาน โดยจากการเก็บข้อมูลของลูกค้าทั่วโลกพบว่า รูปแบบ As-a-Service ของ HPE GreenLake สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ได้ถึงร้อยละ 30 – 40 และยังช่วยให้ลูกค้ารักษาสภาพคล่อง และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจอีกด้วย” พลาศิลป์กล่าวเสริม

3. ภาคการเงินจะเป็นหนึ่งธุรกิจหลักที่ใช้ Hybrid Cloud ในวงกว้าง

ผลวิจัยโดย MarketsandMarkets คาดว่า การใช้งานเทคโนโลยีคลาวด์ในธุรกิจการเงินในปี 2021 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีสูงถึง 24.4% และมีมูลค่าตลาด 29,470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุหลัก ๆ เป็นเพราะกฎระเบียบข้อบังคับด้านข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลยังควรต้องจัดเก็บในที่ที่จะนำไปใช้งานได้ง่ายภายในเครือข่ายของธนาคาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“วันนี้ HPE ได้นำ HPE GreenLake มาให้บริการ Core Banking As-a-Service แก่ 3 ธนาคารชั้นนำของไทย โดยหนึ่งในนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ยุคดิจิทัลแบงกิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบขึ้นถึง 3 เท่า จากที่เคยต้องใช้เวลาข้ามคืนในการจัดการเวิร์กโหลด ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

“นอกจากนี้ ยังช่วยให้ธนาคารสามารถเปิดให้บริการหลัก เช่น โมบายแบงกิ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย ความสำเร็จนี้ทำให้ HPE ได้รับรางวัล The Peak Tech Laureates 2020 หนึ่งในเวทีชั้นนำของสิงคโปร์ที่ยกย่องพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่ช่วยลูกค้าในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้อย่างโดดเด่น” พลาศิลป์กล่าว

4. ประสบการณ์การใช้งานเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้งาน

เมื่อมีการใช้งาน Hybrid Cloud การมองเห็นภาพรวมของการใช้งานและค่าใช้จ่ายมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่บุคลากรด้านไอทีต้องการ คือ ประสบการณ์การใช้งานที่ง่าย สะดวก และระบบที่เอื้อให้พวกเขาบริหารจัดการเวิร์กโหลดได้ทั้งบนไพรเวทคลาวด์และพับลิกคลาวด์

“เมื่อช่วงกลางปี 2020 HPE จึงได้เปิดตัว HPE GreenLake Central แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลของระบบคลาวด์ทั้งหมดไว้ในหน้าเดียว อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี AI ที่คอยติดตามประสิทธิภาพของการใช้งาน และให้คำแนะนำหากต้องมีการปรับเพิ่มหรือลดขีดความสามารถของระบบ ซึ่งจะยิ่งช่วยให้คลาวด์ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

“นวัตกรรมที่มาพร้อมกับประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อเช่นนี้ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ HPE GreenLake มีมูลค่าของสัญญากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตสูงสุดของ HPE ในปัจจุบันอีกด้วย” พลาศิลป์กล่าวสรุป

FYI-4-11

HPE GreenLake The Cloud That Comes to You

HPE GreenLake ฮาร์ดแวร์ โซลูชั่น ในรูปแบบของคลาวด์และบริการแบบ As-a-Service ที่จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ รับมือกับความท้าทายทางธุรกิจ ด้วยจุดเด่นอย่างการเพิ่มความยืดหยุ่นในด้านการทำงานและค่าใช้จ่าย เพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูล ไม่ว่าแอปพลิเคชันของคุณจะอยู่บนคลาวด์หรือนอกคลาวด์ และช่วยให้คุณมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ยุคดิจิทัล และสร้างภูมิคุ้มกันแก่ธุรกิจในยามวิกฤต

HPE GreenLake ครอบคลุมการใช้งานหลากหลาย เช่น Containers, Machine Learning, Virtual Machine, Private Cloud, Big Data, Database Platform, Storage และ High Performance Compute โดยสามารถติดตั้งและใช้งานได้ภายใน 14 วันเท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย 0 2353 0999

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer