หลังปีใหม่มานี้ เราคงได้เห็นแบรนด์ต่าง ๆ ในเครือ โออาร์ ต่างออกมาเชิญชวนลูกค้า ให้เตรียมตัว Transform ตัวเองจากลูกค้า…มาเป็นเจ้าของ โออาร์ ร่วมกัน ผ่านการซื้อ
#หุ้นโออาร์ ซึ่งนับเป็นแคมเปญการสื่อสารที่พลิกโฉมการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการนำเสนอข้อมูลที่เป็นทางการ ด้วยการ “ย่อย” ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นให้เข้าใจง่าย ผ่านการ “Humanize” แบรนด์ ให้เข้าไปแตะ Touchpoint ของผู้บริโภค จนเกิดเป็นแคมเปญการเสนอขายหุ้นที่น่าสนใจและสร้างกระแสสุด Impact ทั้งในโลกโซเชียลและสื่อออฟไลน์อยู่ขณะนี้ แต่อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญสุดแนวครั้งนี้ ไปหาคำตอบกัน

ฉีกกรอบภาพเดิม ๆ จากผู้นำธุรกิจน้ำมันสู่ “Retailing Beyond Fuel”

เมื่อพูดถึง โออาร์ หลายคนคงคิดถึงบริษัทผู้นำในธุรกิจน้ำมันที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในการค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล) มากว่า 23 ปีซ้อน ทั้งยังเป็นอันดับ 1 ในตลาดน้ำมันหล่อลื่นกว่า 10 ปีซ้อน และยังส่งออกผลิตภัณฑ์หล่อลื่นไปไกลกว่า 40 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังครองใจครัวเรือนไทยด้วยแบรนด์ ก๊าซหุงต้ม ปตท. มากว่า 26 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว โออาร์ ยังมีธุรกิจอีกขาหนึ่งที่สำคัญคือ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil Business) ที่เป็นเจ้าของร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ดังติดปากคนไทยอย่าง คาเฟ่ อเมซอน ร้านกาแฟยอดขายอันดับ 1 ในไทย ที่ก้าวไปไกลจนเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากที่สุดอันดับ 6 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดย Euromonitor) ด้วยจำนวนกว่า 3,400 แห่งในประเทศไทยและในต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) เท็กซัส ชิคเก้น แบรนด์ไก่ทอดยักษ์ใหญ่ซึ่ง โออาร์ เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์  ขณะนี้มีจำนวนกว่า 70 สาขาทั่วไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) รวมไปถึงร้านสะดวกซื้อ จิฟฟี่ และแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำอีกมากมาย

นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ที่ทำให้ โออาร์ มีแนวคิดที่ “กล้า” ในการฉีกกรอบภาพการเป็นผู้นำธุรกิจน้ำมันแบบเดิม ๆ สู่การเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและธุรกิจการค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่ทันสมัยอย่างครบวงจรภายใต้คอนเซ็ปท์ “Retailing Beyond Fuel” ที่พร้อมเติมเต็มความต้องการลูกค้าแบบ “Customer-Centric” ในทุกกลุ่มเป้าหมาย ควบคู่กับการตอบโจทย์ให้กับ Stakeholders ทุกฝ่ายได้อย่างรอบด้าน และในวันนี้ก็ได้ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปไกลถึง 10 ประเทศอย่างภาคภูมิใจ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)

“เปลี่ยนจากลูกค้ามาเป็นเจ้าของ” ครีเอทีฟไอเดียที่ตั้งต้นจากใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของ #หุ้นโออาร์ ได้

จากโจทย์ที่ต้องการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โออาร์ จึงพยายามทำแคมเปญการสื่อสารเชิงรุกเข้าหาผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ ที่แข็งแกร่งในพอร์ต เริ่มต้นจาก Insight ที่แบรนด์ลูกต่างๆ มีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นพร้อมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากฐานสมาชิก Blue Card ที่มีจำนวนถึงประมาณ 6.7 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมี Brand Loyalty สูงมาก นำไปสู่ก้าวต่อไปคือการสร้าง Brand Love เปลี่ยนกลุ่มลูกค้าให้กลายมาเป็น Brand Ambassador ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ดี ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ ชักจูงเพื่อนฝูงและครอบครัวให้ลองมาเป็นลูกค้าดูบ้าง

เมื่อ โออาร์ เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จึงหยิบยกจุดเด่นของการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ที่ไม่ใช่เฉพาะนักลงทุนที่เป็นลูกค้าบริษัทหลักทรัพย์เท่านั้นถึงจะจองซื้อได้ แต่คนไทยทุกคนสามารถที่จะร่วมเป็นเจ้าของ โออาร์ ร่วมกันได้ผ่านการจองซื้อหุ้นฯ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2564 ถึงก่อนเวลา 12:00 น.  (เที่ยง) ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย #หุ้นโออาร์ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศและผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้น โออาร์ จึงนำ Insight นี้จุดประกายเป็นไอเดีย ยกระดับ Brand Love ไปอีกขั้น กับการเชิญชวนลูกค้าประจำที่นับได้ว่ามีส่วนสนับสนุนให้แบรนด์ต่าง ๆ ในเครือ โออาร์ ประสบความสำเร็จตลอดมา ได้มาร่วมเป็นเจ้าของ ซึ่งช่วยสะท้อนถึงความตั้งใจในการเสนอขาย #หุ้นโออาร์ ครั้งนี้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเป็นเจ้าของ โออาร์ ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จคือ การใส่ความเป็นมนุษย์ที่เข้าใจกลุ่มลูกค้าของ โออาร์ อย่างแท้จริง ทั้งการเล่นกับข้อความในโฆษณาให้เข้ากับรสนิยมคนไทย ผ่านบทสนทนาที่เสมือนแบรนด์กำลังพูดคุยเพื่อเชิญชวนลูกค้าคนสำคัญมาเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมเติบโตไปกับแบรนด์ เช่น คำถามน่ารักอย่าง “ถ้าชอบกาแฟเรา อยากเป็นเจ้าของเราด้วยไหม?” บนแก้วกาแฟคาเฟ่ อเมซอน หรือ “มาเติมเราประจำ มาเป็นเจ้าของปั๊มเลยดีไหม?” บน Car Stopper ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมทั้งแบรนด์อื่น ๆ ที่พร้อมใจกันเชิญชวนลูกค้าของแบรนด์มาร่วมเป็นเจ้าของ ทั้ง ก๊าซหุงต้ม ปตท. เท็กซัส ชิคเก้น จิฟฟี่ ศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ ฯลฯ ผ่านการสอดแทรกเข้าไปอยู่ใน Touchpoint ของผู้บริโภคที่ทุกคนเมื่อก้าวออกจากบ้านก็ต้องเห็นเข้าสักที่ รวมทั้งในสื่อออนไลน์หรือออฟไลน์ต่าง ๆ ที่เรียกได้ว่าหากเป็นลูกค้าประจำของแบรนด์ โออาร์ อยู่แล้ว ก็ยิ่งต้องได้เห็นและรับรู้มากขึ้นไปอีก

พร้อมเติบโตสู่เป้าหมาย Together for Betterment รวมพลัง ร่วมสร้าง เพื่อทุกวันที่ดีขึ้น

เมื่อแคมเปญขายหุ้นสุดปังกลายเป็น Talk of the town ไปแล้ว กลยุทธ์การสร้างการเติบโตของ โออาร์ ภายหลังการระดุมครั้งนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนที่มาร่วมเป็นเจ้าของอยากรู้  โดย โออาร์ มีเป้าหมายชัดเจน โดยมุ่งผลักดันการเติบโตในก้าวต่อไปด้วยหัวใจการดำเนินธุรกิจ “รวมพลัง ร่วมสร้าง เพื่อทุกวันที่ดีขึ้น” (Together for Betterment)

เริ่มจากการ ขยายธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งขยายพอร์ตธุรกิจ ขยายฐานลูกค้าทั้งในกลุ่ม B2C และ B2B สำหรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะขยายจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่ตั้งเป้าว่าจะครอบคลุมกว่า 2,500 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่มีกว่า 1,900 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และร้านคาเฟ่อเมซอน ที่จะขยายจำนวนจากปัจจุบันกว่า 3,100 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ให้ครอบคลุมกว่า 5,200 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2568 เช่นเดียวกัน ในส่วนของธุรกิจต่างประเทศ โออาร์ ก็มีแผนที่จะขยายทั้งจำนวนสาขาสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และร้านคาเฟ่อเมซอน อีกกว่าเท่าตัวจากจำนวนสาขาในปัจจุบันเพื่อต่อยอดให้แบรนด์ไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ โออาร์ พร้อมที่จะ ต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการให้ดีขึ้น โดยในกลุ่มการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีก โออาร์ จะต่อยอดแนวคิด Living Community “เติมเต็มทุกความสุข” ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้คนในแต่ละพื้นที่ ในส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ โออาร์ จะเดินหน้าการทำธุรกิจแบบ Energy Solution Provider เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการด้านพลังงานอย่างครบวงจรให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 2,600 รายทั้งจากภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)

โออาร์ ยังพร้อมที่จะเดินหน้าหาพันธมิตรใหม่เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วน  Mobility Ecosystem ที่เน้นบริการเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Services) รองรับเทรนด์พลังงานแห่งอนาคต และ Lifestyle Ecosystem เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคที่ปรับไปสู่โลกออนไลน์มากขึ้น โดย โออาร์ จะต่อยอดประสบการณ์ในการให้บริการทางออนไลน์และการให้บริการทางออฟไลน์ (Online-to-Offline Experience: O2O) ที่สอดคล้องกันอย่างราบรื่นแก่ลูกค้า รวมถึงการทำการตลาด ในรูปแบบ Personalized Marketing การทำ Digital Menus การทำ Loyalty Program การสั่งสินค้าล่วงหน้าทางออนไลน์ (Online Pre-ordering) และการจัดส่งสินค้าให้เมื่อลูกค้าต้องการ (On-demand Delivery) ที่ทำให้ชีวิตของลูกค้าของเราสะดวกและง่ายขึ้น

การพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการให้ดีขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และประสบการณ์ของ โออาร์ ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังไอพีโอแล้ว โออาร์ จะสร้างแพลตฟอร์มค้าปลีกที่รองรับการเติบโตในอนาคต และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ตลอดจนสานต่อ แนวคิดการเป็นธุรกิจที่เน้นการมีส่วนร่วมของสังคม (Social Inclusiveness) ที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) เพื่อร่วมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกับสังคมชุมชน ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน พร้อมกับการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับใครที่อยากจับจองเป็นเจ้าของ #หุ้นโออาร์ สามารถไปจองซื้อที่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศและผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2564 ถึงเวลา 12:00 น. (เที่ยง) ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 โดยจะใช้หลักการจัดสรรหุ้นแบบ Small Lot First คือนักลงทุนไทยรายย่อยที่จองซื้อหุ้นผ่านตัวแทนจำหน่ายหุ้นจะได้รับการจัดสรรหุ้นอย่างน้อยที่ขั้นต่ำ เพื่อจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าของแบรนด์ในเครือ โออาร์ และคนไทยที่สนใจในธุรกิจ โออาร์ สามารถที่จะเป็นเจ้าของ #หุ้นโออาร์ ได้อย่างทั่วถึงเพื่อที่จะร่วมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

#หุ้นโออาร์ #หุ้นฮอตแห่งปี #หุ้นที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นเจ้าของได้ #ORIPO2021 #โออาร์



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer