ในวันที่โควิด-19 ระลอก 2 ยังมีตัวเลขเพิ่มขึ้น  วัคซีนเข็มแรกในเมืองไทยยังไม่ฉีด ระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์ Marketeer ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เขาบอกว่า

ตอนนี้ยิ้มออกแล้วครับ ถ้ามาเจอกันตอนเดือนมีนา เมษา  ปีที่แล้วหน้าตาผมนี่ดูไม่ได้เลย  ไม่เคยเครียด ไม่เคยนอนไม่หลับครั้งไหนเท่ากับช่วงเจอโควิด-19 ใหม่ ๆ เลย”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ระเฑียรถึงกำหนดเกษียณอายุ 60 ปี และเขาตัดสินใจทำงานต่อไปอีก 3 ปี (ช่วงนั้นยังไม่มีเรื่องโควิด-19)  แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 3-4 เดือน วิกฤตโควิดก็กระหน่ำเข้าใส่องค์กรเต็มที่  

Marketeer ถามว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ และรู้ว่าจะเกิดวิกฤตคุณระเฑียรจะยอมต่ออายุทำงานหรือเปล่า

ต่อครับต่อ เพราะถ้าวันนี้ไม่ได้อยู่เราคงห่วงพนักงาน ไม่รู้เขาจะผ่านช่วงร้าย ๆ มาได้ยังไง คนใหม่มาเขาก็อาจจะยังไม่รู้จักองค์กร หรือรู้จุดดีจุดแข็งเท่าเราที่ทำมานานถึง 8 ปี พอมาเจอวิกฤตแบบนี้อาจจะตั้งรับไม่ทัน”

 แต่เขาก็ยอมรับว่าไม่ได้ผ่านมาง่าย ๆ

ไม่ใช่เป็นผมแล้วสบายนะครับ สุด ๆ เลย ไม่เคยเจออะไรที่หนักอย่างนี้มาก่อน โดยเฉพาะช่วงมีนาคม- พฤษภาคม เป็นช่วงที่ยากมากในการตัดสินใจทำอะไรในแต่ละเรื่อง เพราะสิ่งที่ตัดสินใจมีผลต่อเนื่องมาถึงวันนี้ทั้งนั้น”  

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของเคทีซี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563  ยังมีกำไรสุทธิ 5,332 ล้านบาท หรือลดลง เพียง -3.46% จากปี 2562 มีรายได้รวม 22,056 ล้านบาท ลดลง -2.5

เป็นตัวเลขที่ลดน้อยลงเกินคาด ถ้าเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 และธุรกิจให้สินเชื่อและเครดิตน่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากรายได้ของคนที่ลดลง

 

ในวันที่ระเฑียร ขึ้นรับตำแหน่งแม่ทัพของเคทีซี เมื่อปี 2555 เขาได้ประกาศไว้ ว่า จะต้องทำกำไรให้ได้ในปีแรก (ปี 2554 มีตัวเลขขาดทุนอยู่ที่ 1,621 ล้านบาท) ซึ่งเขาก็ทำได้แล้วยังสามารถทำรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างเซอร์ไพร์สให้กับวงการปีแล้วปีเล่า  โดยสร้างเม็ดเงินกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 5,524 ล้านในปี 2562 

ผลประกอบการดี แต่ทำไมต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

โมเดลและยุทธศาสตร์ขององค์กรน่าจะดีและมาถูกทางแล้ว แต่ทำไมระเฑียรถึงได้บอกว่า ปีนี้เคทีซีต้องเร่งสปีดในการเปลี่ยนแปลงองค์กรหรือจำเป็นต้อง “พลิกเกม” อย่างจริงจัง

วิกฤตของโควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้เขาต้องรีบเอาองค์กรออกจากคอมฟอร์ตโซน จากเหตุผลที่ว่า

1. ผลกระทบที่ค่อนข้างหนัก แรง และนาน ทำให้คนว่างงานมากขึ้น ความสามารถในการชำระเงินของลูกค้าลดลง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเคทีซีเต็ม ๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

2. เกณฑ์ในการรับลูกค้าใหม่ที่เข้มงวดขึ้นมาก ดังนั้นถึงแม้ลูกค้าใหม่จะคุณภาพดีขึ้น แต่จำนวนน้อยลงไปมากเช่นกัน

3. ดอกเบี้ยที่ถูกปรับลดลง มีผลกระทบต่อโครงสร้างรายได้ของเคทีซี และความเสี่ยงที่สูงขึ้น ควรได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ตอนนี้ความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนกลับลดลง

หนักขนาดนี้ แต่ทำไมตัวเลขปี 2563 ยังดีอยู่

เขาบอกว่าเป็นเพราะว่าเคทีซียังมีบุญเก่าที่ทำมาค่อนข้างดีในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งหมายถึงการดูแลคุณภาพของพอร์ตอยู่ในเกณฑ์ดีมาก   

ปีที่แล้วการบริหารจัดการต้นทุนก็ทำได้ดี เช่น ลดกิจกรรมการตลาดด้านการจัดหาสมาชิกบัตรใหม่ และหันไปเน้นส่งเสริมการตลาดใช้จ่ายผ่านบัตรออนไลน์มากขึ้น แต่ไม่ได้ลดต้นทุนด้วยการลดเงินเดือนของพนักงานเลย  

และ ไม่ได้หมายความว่าเคทีซี จะกินบุญเก่าไปได้เรื่อย ๆ จำเป็นต้องสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมารองรับเช่นกัน

ถ้าเราพอใจกับสิ่งเดิม ๆ แล้วหยุดอยู่กับที่เท่ากับเราเดินถอยหลัง แต่ถ้าเดินเราต้องเดินให้เร็วกว่าคนอื่นถึงจะไปได้ดี และอยู่รอด”

ภาพของการเปลี่ยนแปลงไปยังธุรกิจใหม่ของเคทีซี เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2562 จาก 3 ธุรกิจใหม่ในปีนั้นที่วางไว้คือ  สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (Nano Finance) และ สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด (Pico Finance)  และ “เคทีซี พี่เบิ้ม” สินเชื่อทะเบียนรถยนต์-จักรยานยนต์

เป็นธุรกิจใหม่ที่ทำคู่ขนานไปกับธุรกิจเดิม แต่วิกฤตโควิดทำให้การทำธุรกิจของ Pico Finance และ Nano Finance ยากขึ้น  ตัวที่รันได้เต็มที่เมื่อปีที่ผ่านมา คือ “เคทีซี พี่เบิ้ม” ที่อย่างน้อยสินเชื่อนี้ยังมีทะเบียนรถมาค้ำประกันเป็นความเสี่ยงที่พอจะรองรับได้ระดับหนึ่ง

ปีที่แล้วยอดสินเชื่อของพี่เบิ้มอยู่ที่ 100 ล้านบาท  ส่วนปีนี้ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โตกว่าเดิมถึง 10 เท่า ซึ่งระเฑียรบอกว่าเป็นการโตในระดับที่ควบคุมได้  

 ปีนี้ในเรื่องของสินเชื่อผมยังเห็น scope อื่น ๆ ที่สามารถขยายต่อได้ ซึ่งจะทำให้เราโตได้มากขึ้นและเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันในธุรกิจ payment เรากำลังมองอีโคซิสเต็มและแพลตฟอร์มทั้งหมดของธุรกิจนี้ที่เกี่ยวข้อง ที่ยังโตได้อีกมาก เห็นการแข่งขันที่เข้มข้นในบางจุด แล้วก็มองเห็นโอกาสในบางจุด

  ในขณะที่ธุรกิจเดิมยังไม่ได้หายไปไหนแต่อาจจะมีสัดส่วนที่เล็กลง หรือเติบโตช้าลง 

 คำว่า “พลิกเกม” ของผมไม่ใช่จากขาวเป็นดำ จาก 0 เป็น 100   ไม่ได้ทำแบบสตาร์ทอัพที่เอาเงินจำนวนมากทุ่มลงไปเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรวดเร็วในการสร้างฐานลูกค้าแล้วค่อยหารายได้ทีหลัง คือผมไม่เชื่อหรือไม่ชำนาญในวิธีการแบบนี้  เราจะโตในลักษณะที่ค่อย ๆ มีกำไร เป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำลูกแล้วลูกเล่ารวมตัวกันและถึงจะกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่มีพลังในที่สุด”

 

เกมของเราไม่ใช่เกมที่มีระยะเวลาสิ้นสุด แค่วันนี้เป็นที่ 1 ก็จบ แต่เราอยู่ใน infinite game คือเกมที่ไม่มีระยะเวลาสิ้นสุด  อาจจะไม่ได้เป็นที่ 1 ตลอดเวลา ล้มบ้าง ลุกบ้าง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าวันไหนเราหลุดจากเป็นที่ 1 แล้วจะกลับไปเป็นที่ 1 ต่อได้ยังไงให้เร็วที่สุด 

เกมพลิก ต้องพลิกคน

ระเฑียรย้ำเสมอว่าเคทีซี เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็น Knowledge Base Organization หลายปีที่ผ่านมาได้ลงทุนเต็มที่เกี่ยวกับการให้ความรู้พนักงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าเทียบกับความผันผวนในปีนี้ และเทียบกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาก็ยังมีความรู้สึกว่าที่เตรียมไว้ยังไม่พอ คนเคทีซีต้องมีความรู้เพิ่มเติมยิ่งขึ้นไปอีก  

วันนี้เราเอาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ดังนั้นหมายความว่า Productivity ของคน 1 คน จะต้องเพิ่มขึ้น งานต้องได้มากขึ้น คนอาจจะใช้น้อยลง คนที่เหลือก็ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา”  

 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนอาจจะตื่นตระหนกทั้งในเรื่องการระวังตัวเรื่องโรคโควิด และเรื่องการทำงาน สิ่งสำคัญอย่างมาก ๆ คือการสื่อสาร เราต้องบอกพนักงานตลอดเวลาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

แน่นอนพนักงานเราต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง แต่บริษัทก็ต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  เราอาจจะคิดไม่เหมือนคนอื่น ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาเคทีซีทำงานวันเสาร์เยอะมาก WFH น้อยนะครับ เพราะผมคิดว่าธุรกิจเรา WFH ไม่ได้ผลเท่ากับการมาทำที่บริษัท”

เมื่อพนักงานเปลี่ยน ผู้นำยิ่งต้องเปลี่ยน

ผมก็เปลี่ยนแปลงตัวเองเยอะนะครับ ทุกวันนี้ผมต้องหาความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ทั้งด้วยอ่านหนังสือ เข้าเว็บหาข้อมูล และเข้าคอร์สออนไลน์ต่าง ๆ”

ระเฑียรบอกว่าเขาต้องมีหนังสือติดตัวตลอดเวลา และเทคนิคในการอ่านหนังสือไม่ให้เบื่อและจำได้ก็คือ ต้องอ่านพร้อม ๆ กันประมาณ 2-3 เล่ม เล่มไหนอ่านไปแล้วเบื่อทิ้งไว้ก่อน ไปเริ่มอ่านเรื่องใหม่ พอเบื่ออีกค่อยย้อนกลับมาอ่านเล่มเดิม ซึ่งก็ต้องทวนความจำตัวเองไปด้วยว่าเรื่องที่อ่านไปแล้วนั้นเกี่ยวกับอะไร จะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงกับการทำงานในโอกาสต่าง ๆ กัน

ถึงแม้วันนี้โควิด-19 ยังคงอยู่แล้วคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นมาอีก แต่เขาคิดว่าเคทีซีได้ผ่านช่วงหนักและเลวร้ายที่สุดมาแล้ว

 

Marketeer ถามแทบจะยังไม่ทันจบประโยค ว่าเร็วเกินไปหรือเปล่าถ้าจะถามว่า ปีนี้เคทีซียังจะทำกำไรได้ดีอีกหรือเปล่า

 ระเฑียรตอบสวนมาทันทีว่า

เรากำไรแน่นอนครับ แค่ไม่รู้ว่ากำไรจะมากกว่าปีที่แล้วหรือเปล่า แล้วจะทำนิวไฮครั้งใหม่ลบสถิติสูงสุดในปี 2562 ได้หรือไม่ แค่นั้นเอง แต่ผมยังเชื่อนะว่า เรายังทำนิวไฮได้ ต่อให้มีโควิด-19 รอบ 3 รอบ 4 แต่ไม่ได้หมายความว่าทำได้ง่าย ๆ นะครับ  

 ความมั่นใจของเขาขึ้นอยู่กับ Business Mode ใหม่ ที่เตรียมไว้  

คือของเก่าเรารู้อยู่แล้วว่ากำไรขนาดไหน แต่ของใหม่ที่จะออกมาโตอย่างไร รูปแบบไหนถึงจะดีที่สุด เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนให้ดีที่สุด ถึงจุดจุดหนึ่งแล้วเราอาจจะเลือกที่ไม่ได้ทำกำไรสูงสุดในปีนี้ เพื่อให้ปีหน้ามันระเบิดก็ได้”   

ก็ต้องรอดูกันว่าอาวุธลับตัวใหม่ที่จะออกมาแล้วทำให้ระเฑียรมั่นใจมาก คืออะไร เร็ว ๆ นี้ คงได้พิสูจน์กัน

———————————————————————————————————————————————————————————————-

ผลประกอบการของเคทีซี (31 ธ.ค. 63) เปรียบเทียบกับปี 2562

ฐานสมาชิกรวม 3.4 ล้านบัญชี ใกล้เคียงปีที่แล้ว

ธุรกิจบัตรเครดิต 2,575,684 บัตร (เพิ่มขึ้น 2.6%)

การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลดลงที่ -7.7%

NPL ต่อเงินให้สินเชื่อลูกหนี้บัตรเครดิต 1.3%

ธุรกิจสินเชื่อบุคคล (รวมสินเชื่อธนวัฏและสินเชื่อเจ้าของกิจการ) มีจำนวนทั้งสิ้น 814,329 บัญชี (ลดลง -8.3%)

NPL ต่อเงินให้สินเชื่อลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเท่ากับ 2.7%

I-



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer