‘โอฬาร พิรินทรางกูร’ เข้ามาทำหน้าที่ซีอีโอได้กว่า 3 ปี

แต่ปีที่ผ่านมาที่ต้องเจอกับสถานการณ์โควิด-19 โอฬาร พิรินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วอลล์สตรีท อิงลิช ประเทศไทย บอกกับ Marketeer ว่า ‘เป็นปีที่ท้าทายมากสุดแล้ว วอลล์สตรีท อิงลิช ประเทศไทย ก็มีการปรับโครงสร้างองค์กรทั้งหมด’

แม้ตอนที่เขาเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอใหม่ ๆ ในตอนนั้นเจอกับความท้าทายที่เป็นช่วง ‘ขาลง’

วอลล์สตรีท อิงลิช ประเทศไทย ต้องรีเฟรชแบรนด์ใหม่ให้ทันสมัย หาพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ ที่จะทำให้สถาบันสอนภาษาอังกฤษแห่งนี้เติบโต และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้ได้

จาก 7 สาขาในตอนนั้น โอฬารขยายสาขาเพิ่มเป็น 15 สาขา และอยู่ในช่วงขาขึ้น

ส่วนปีที่ผ่านมาที่เจอกับสถานการณ์โควิด-19 วอลล์สตรีท อิงลิช ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

โอฬารบอกว่า โรงเรียน สถาบันกวดวิชา ก็เป็นอีกธุรกิจอันดับต้น ๆ ที่ถูกสั่งปิดชั่วคราวตามมาตรการของภาครัฐ

และผลกระทบจากโควิด-19 นี้เองบางเจ้าลดจำนวนสาขา บางเจ้าล้มหายไปเลย

ตอนนี้ถ้าพูดถึงผู้เล่นรายใหญ่ก็เหลือแค่ไม่กี่รายเท่านั้น

และรายที่เป็นโกลบอลแบรนด์ก็มีอยู่ 3 เจ้าใหญ่แข่งกัน

จากมูลค่าตลาดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในปี 2562 ที่มีมูลค่าราว 3,500 ล้านบาท

ปีที่ผ่านมาโอฬารมองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ภาพรวมรวมลดลงเล็กน้อย

ส่วนวอลล์สตรีท อิงลิชที่อยู่ในเมืองไทยมา 17 ปี แม้จำนวนสาขาจะไม่ได้ลดลง

แต่เม็ดเงินและจำนวนนักเรียนก็ลดลงไปเช่นกัน

รายได้จากที่มีราว ๆ 600 ล้านบาท ปีที่ผ่านมาลดลงไป 30%

จำนวนนักเรียนลดลง 25%

วอลล์สตรีท อิงลิช จึงต้องใช้กลยุทธ์ “ตีลังกา” ดูความพร้อมของพฤติกรรมลูกค้า และปรับตัวเองไปพร้อม ๆ กัน

ช่วงที่ผ่านมาปรับรูปแบบการสอนเป็นแบบออนไลน์ 100%

ที่แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของการเรียนกวดวิชาหรือสถาบันสอนภาษาที่ต่างก็มีการเรียนแบบออนไลน์

รวมถึงในยุคนี้ที่มีคลาสออนไลน์ให้เรียนฟรี เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีช่องยูทูบสอนภาษาเกิดขึ้นมากมาย

แต่โอฬารบอกว่า การมีคลาสเรียนออนไลน์หรือมีช่องยูทูบสอนภาษาที่มากขึ้นเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนสนใจ และอยากเรียนภาษาอังกฤษมากกว่า

ส่วนรูปแบบออนไลน์ของวอลล์สตรีท อิงลิชเป็นเอส เคิร์ฟใหม่ ที่ต่างจากสถาบันสอนภาษาเจ้าอื่น

ที่ไม่ได้ให้ลูกค้าเรียนแบบ Self-Study  แต่เป็นการเรียนสดกับอาจารย์ และมีโค้ชที่จะคอยติดตามโทรไปให้คำแนะนำ

ในคลาสเรียนที่สาขาเป็นแบบไหน ประสบการณ์การเรียนรูปแบบออนไลน์ก็มีไม่ต่างกัน และแต่ละคลาสก็จะเรียนแค่ 4 คน/คลาสเท่านั้น

ทิศทางในปีนี้ วอลล์สตรีท อิงลิชยังเดินเกมรุกการสอนภาษาอังกฤษทั้ง 3 แพลตฟอร์ม คือ

ที่สาขา ออนไลน์ และแบบออมนิชาแนลที่ผสมผสานการเรียนที่สาขาและออนไลน์เข้าด้วยกัน

จากสัดส่วนลูกค้ามาจากช่องทางสาขามากที่สุด หลังจากนี้ที่รุกออนไลน์เต็มตัวภายใน 2-3 ปี คาดว่าสัดส่วนลูกค้าจะมาจาก

สาขา 60%

ออนไลน์ 30%

ออมนิชาแนล 10%

ขณะที่การขยายสาขาในปีนี้  โอฬารมองว่าในวิกฤตก็ยังมีโอกาสในแง่มุมที่จะได้ค่าเช่า หรือต้นทุนการเปิดสาขาที่ถูกลง

โดยตั้งเป้าเปิดสาขาปีนี้ 1-2 สาขา ในโมเดลแฟรนไชส์ในต่างจังหวัด

 

15 สาขาของวอลล์สตรีท อิงลิช แบ่งเป็น

13 สาขาใน กทม.

2 สาขาในต่างจังหวัด”

 

ส่วนการขยายไปต่างประเทศหลังจากที่ได้สิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ในการขยายสาขาในไทย ลาว และกัมพูชา มาเมื่อ 2 ปีก่อน

กลางปีนี้จะเห็นสาขาของวอลล์สตรีท อิงลิช ในกรุงพนมเปญ กัมพูชา และภายใน 5 ปี จะมี 3 สาขา

ส่วนที่ลาวอยู่ในระหว่างหาพาร์ตเนอร์พันธมิตร

ทั้งหมดนี้คือ วอลล์สตรีท อิงลิช ประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้หัวเรืออย่าง โอฬาร พิรินทรางกูร

ที่ปีนี้เขาตั้งเป้าเติบโต 40% จากปีก่อน

และมีมาร์เก็ตแชร์มากขึ้นหลังโควิด-19 จากเดิมที่ครองส่วนแบ่งเบอร์ 1 ที่ 35%

จากเหตุที่ว่าผู้เล่นในตลาดลดน้อยลง การทำออนไลน์ที่เป็นเอสเคิร์ฟใหม่ของวอลล์สตรีท อิงลิช

ที่เป็นมุมที่น่าติดตามอย่างมาก

 

ภาษาอังกฤษยังคงมีความสำคัญ อันดับ 1-3 ที่ทุกคนต้องมี

อัตราการว่างงานและถูกเลิกจ้างในระบบราว 7 แสนคน ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกคนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขัน”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer