จากกระแสรักสุขภาพ บวกกับทั้งสถานการณ์การระบาดของโควิด-19  ส่งผลให้ผู้คนทั่วโลกรวมทั้งคนไทยเองหันมาใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน

ที่ลดการกินเนื้อสัตว์ แล้วหันมาบริโภคโปรตีนจากพืชแทน รวมทั้งเทรนด์ของกลุ่ม Flexitarian มีมากขึ้น ที่เป็นกลุ่มกินมังสวิรัติ แต่แบบยืดหยุ่น ลดการกินเนื้อสัตว์ลงในบางมื้อ ทำให้เทรนด์ Plant-based Food เติบโตต่อเนื่องอย่างน่าสนใจ

 

29% คือ สัดส่วนผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่เป็นกลุ่ม Flexitarian รับประทานเนื้อสัตว์เป็นครั้งคราว

 

เพราะข้อมูลจาก EUROMONITOR พบว่า มูลค่าตลาด Plant-based Foods ทั่วโลกในปี 2019 มีมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 4.8 แสนล้านบาท และจะเติบโตเฉลี่ย 105%

โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดในปี 2024 จะเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 7.5 แสนล้านบาท

 

Plant-based Food  มีกี่ประเภท

 

Plant-based Milk&Dairy

Plant-based Meat

Plant-based Meal

Plant-based Egg

 

ขณะที่ประเทศไทยเองตลาด Plant-based Foods เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน

ปี 2019 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 10% ทำให้ในปี 2024 คาดว่ามูลค่าตลาดจะขึ้นไปอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท

นี่จึงเป็นโอกาสของแบรนด์น้อยใหญ่ที่จะเกาะกระแสตามเทรนด์ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ Plant-based Food มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภค

โฟกัสในประเทศไทยเราเห็นทั้งแบรนด์ไทย และแบรนด์ต่างชาติเริ่มเข้ามาทำตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา

สัปดาห์ที่ผ่านมายักษ์ใหญ่อย่างซีพีแรม ในกลุ่มซีพี ก็ขอลงเล่นตลาด Plant-based Food ด้วยการส่งข้าวกล่องที่ชื่อว่า VG for Love เจาะกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคพืชเป็นหลักและผู้บริโภคพืชในบางมื้อ

โดย VG for Love ถือเป็นอาหาร Plant Based โดยเฉพาะแบรนด์แรกที่วางขายใน 7-11 ตั้งเป้ารายได้ปีแรกที่ 120 ล้านบาท

ส่วนล่าสุดในวันนี้ เนสท์เล่ บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ของโลก ก็ขอลงเล่นตลาด Plant-based Food ด้วยการส่งแบรนด์ “Harvest Gourmet” มาสู่ตลาดในเมืองไทยเช่นกัน

แล้วเนสท์เล่ในไทย เดินเกมในตลาด Plant-based Food อย่างไร

เครือวัลย์ วรุณไพจิตร ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหาร และเนสท์เล่ โพรเฟชันนัล ประจำภูมิภาคอินโดไชน่าของเนสท์เล่ เปิดเผยว่า เนสท์เล่มองเห็นเทรนด์พฤติกรรมการบริโภคของคนที่เปลี่ยนไป ลดการกินเนื้อสัตว์ และหันมาทางโปรตีนจากพืชมากขึ้น

พบว่า 25% หรือ 1 ใน 4 ของคนไทยบริโภคอาหารที่ทำจากพืชที่ไม่ได้แค่กลุ่มที่รับประทานมังสวิรัติ หรือรับประทานเจ แต่ยังมีกลุ่มคนที่ลดการกินเนื้อสัตว์ด้วย

รวมทั้งในตลาดเอเชียเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงจึงเป็นเวลาที่เหมาะในการนำ Plant-based Food ขยายมายังตลาดในเอเชีย

เครือวัลย์บอกว่า ที่จริงแล้วเนสท์เล่มี Plant-based Food อยู่ในพอร์ตนานแล้ว แต่ทำตลาดในอเมริกาและยุโรป โดยเป็นแบรนด์ในชื่ออื่น

ขณะที่การมารุกตลาดเอเชียและในไทยนั้น เนสท์เล่ส่งแบรนด์ “Harvest Gourmet” ที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชด้วยกัน 5 ผลิตภัณฑ์ด้วยกัน คือ เนื้อเบอร์เกอร์ เนื้อบดละเอียด ไก่ย่างรมควัน ไก่ชุบเกล็ดขนมปัง และมีตบอล

ทำตลาดแล้วในออสเตรเลีย จีน และล่าสุดที่ประเทศไทย

ที่มองเห็นการเติบโตในกลุ่ม Plant-based Meat ในไทยที่มีมูลค่า 900 ล้านบาท เติบโต 20%  (อ้างอิงยูโรมอนิเตอร์)

กลยุทธ์การทำการตลาดของเนสท์เล่คือ การทำให้ผู้บริโภคคนไทยรู้จักและรับประทาน  Plant-based Food มากขึ้น เพราะมองว่าเป็นสิ่งใหม่

ที่ภาพจำหรือความรู้สึกของคนส่วนใหญ่คิดว่าอาหารที่ทำจากโปรตีนจากพืชนั้นไม่อร่อย และอีกความท้าทายที่เครือวัลย์บอกว่า แม้คนจะรู้จักแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหาเมนูอาหารผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชได้ที่ไหน และผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชนั้นก็สามารถทำได้หลากหลาย

ทำให้การลงเล่นตลาดของเนสท์เล่ในครั้งนี้จะเป็นในรูปแบบของ B2B คือ การจับมือพันธมิตรในกลุ่มร้านอาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชของเนสท์เล่ในการทำเมนูอาหารใหม่ ๆ ออกมา

โดย Harvest Gourmet จะเปิดตัวพร้อมกับพันธมิตรเชนร้านอาหารรายแรกในเดือน มี.ค. นี้

แต่ไม่ใช่ว่าเนสท์เล่จะไม่ทำตลาดแบบ B2C เพราะเครือวัลย์บอกว่า ต้องดูกระแสการตอบรับของตลาดและผู้บริโภคก่อน เมื่อมีฐานลูกค้า มีคนรู้จักผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชมากขึ้น เมื่อนั้นเราก็จะไปในตลาดค้าปลีก

การผลิตปัจจุบันยังไม่มีแผนการผลิต Harvest Gourmet ในไทย ตอนนี้เป็นการนำเข้าจากมาเลเซีย

ทิศทางตลาดต่อไปที่เนสท์เล่จะพา Harvest Gourmet ไปคือ มาเลเซีย และสิงคโปร์

ส่วนเราจะได้เห็นเมนู Plant-based จากเชนร้านอาหารรายใหญ่เจ้าไหนต้องติดตาม



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน