ในกลุ่มบรรดาแบรนด์จีนที่เข้ามาทำธุรกิจสินค้า IT ในบ้านเรา ต้องบอกว่า Lenovo เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เลือกใช้เงินสร้างทางด่วนในการต่อยอดธุรกิจของตัวเองด้วยการซื้อกิจการ IBM ในกลุ่มสินค้า Notebook และ PC ด้วยมูลค่าเงินสด 650 ล้านเหรียญ และเป็นหุ้นอีกมูลค่า 600 ล้านเหรียญ
แต่ที่เป็น Talk of The Town นั้นคือการที่ Lenovo ซื้อแบรนด์ Moto ต่อจากเจ้าพ่อ Search Engine อย่าง Google ด้วยเงินสด 660 ล้านเหรียญ และหุ้นอีกมูลค่า 750 ล้านเหรียญ
เหตุผลที่ซื้อเพราะ Branding
เหตุผลหลักของการซื้อ Moto ครั้งนี้เพราะ Lenovo รู้ดีว่าลำพังแบรนด์เดิมที่ทำธุรกิจ Smartphone นั้นชื่อชั้นยังไม่อาจสามารถเข้าไปสู่ Segment ระดับ Premium ที่มีราคาขาย 15,000 บาทอัพ การซื้อ Moto ก็เพื่อให้การทำธุรกิจ Smartphone ชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือแบรนด์ Lenovo จะขาย Smartphone ระดับกลางจนไปถึงล่างในเรทราคาไม่เกิน 9,000 บาทในขณะที่ Moto จะเน้นขาย Smartphone ราคา 8,000 บาทจนถึง 23,900 บาท
โดยในช่วงเริ่มต้น การทำธุรกิจเมืองไทยเมื่อต้นปี Moto เลือกจะขาย Smartphone ราคาระหว่าง 8,000 – 13,000 บาทอาทิ Moto 4G Pus, Moto X Play 12,990 บาท เป็นต้น เพียงแต่ที่ผ่านมา Moto เองยังไม่มี Smartphone ที่มีราคาขายระดับ 15,900 – 23,900 บาทอัพ ที่จะใช้เป็นอาวุธเพื่อแย่งชิงยอดขายจาก Samsung และ Apple และอย่างที่รู้ Segment นี้เป็นอะไรที่มี “กำไร” ในการขายต่อหน่วยมากกว่า Segment อื่น ๆ ในตลาด
ถึงแม้ Segment นี้จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 20% แต่อย่าลืมว่าตลาดโทรศัพท์มือถือในบ้านเรามีมากกว่า 20 ล้านเครื่องต่อปี ซึ่งนั้นหมายความมูลค่า Segment Premium จะอยู่ที่มากกว่า 2 ล้านเครื่องต่อปี
Moto Z : Smartphone เปลี่ยนเกม เพื่อมาต่อกร Samsung กับ Apple
แน่นอนเกมรุกครั้งใหม่ของ Moto ภายใต้การคอนโทรลของ Lenovo นั้นคือการขาย Smartphone ที่ไปท้าชนกับคู่แข่งอย่าง Samsung กับ Apple
“ตลาดนี้มีแค่ 2 แบรนด์ที่แข่งขันกันทำให้ยังมีช่องว่างที่เรามองเห็น นั้นคือในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมาตลาด Smartphone Premium มีแต่แข่งขันกันในเรื่องสเปคกับขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ยังไม่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มานำเสนอให้แก่ User ในตลาด”
“แต่การมาของ Moto Z ราคา 23,900 บาท และ Moto Z Play ราคา 15,900 บาท คือการสร้าง Game Challenger ที่จะเปลี่ยนเกมตลาดและเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน Smartphone ของ User อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” ทวนทอง ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน เลอโนโว บอกถึงอาวุธทางการตลาดชิ้นใหม่ที่จะเปลี่ยนเกมตลาด Smartphone
ที่ว่าเปลี่ยนนั้นคือ ไม่ใช่หน้าจอที่ใหญ่กว่าคูแข่ง 5.5 นิ้วหรือจะเป็นแบตเตอรี่อึด 3,510 mAh ใช้งานได้ 50 ชั่วโมงซึ่งอยู่ใน Moto Z แต่สิ่งที่จะมาเปลี่ยนคือ Moto Mods ที่เป็นอุปกรณ์เสริมที่จะทำให้ฟังก์ชั้น Smartphonne ล้ำหน้าคู่แข่งในตลาด

- อย่างแรกคือการให้แบรนด์ผู้ผลิตกล้องระดับอาชีพอย่าง Hasselblad ผลิตอุปกรณ์เสริมในการถ่ายภาพที่มีความบางเบาเป็นเลนส์ Otical Zoom ได้ถึง 10 ระดับ มาพร้อมไฟแฟลซซีนอน มีราคาขาย 9,990 บาท ซึ่งการทำกล้องแยกออกมาจาก Smartphone นั้นจะทำให้มีคุณภาพเหนือกว่ากล้อง Smartphone ของคู่แข่งในตลาด
- ต่อมาคือการให้ JBL ทำอุปกรณ์เสริมที่เมื่อเสียบเข้าไปใน Moto Z จะเปลี่ยน Smartphone ให้เป็นลำโพงเสียงที่มีคุณภาพสูงโดยมีราคาขาย 3,990 บาท
“แบรนด์ที่เราร่วมมือให้เขาผลิต Moto Mods ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านและผู้บริโภคทั่วโลกต่างยอมรับในชื่อเสียง และแน่นอนในอนาคตข้างหน้าเราก็จะมีพันธมิตรเพิ่มขึ้นอีกนอกจาก JBL และ Hasselblad ซึ่งวิธีนี้จะช่วยสร้างแบรนด์ให้ Moto แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมในสายตา User”
ความท้าทายของ Moto Z
ปัญหาของ Moto คือนอกจากจะต้อง “วัดใจ” ว่า User จะตอบรับ Moto Z มากน้อยแค่ไหนแล้วนั้น ยังต้องลุ้นต่ออีกว่า User พร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้ออุปกรณ์เสริมให้แก่ Smartphone ตัวเองหรือไม่ ?
และอย่าลืมว่า Moto เองเพิ่งจะกลับเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยได้ไม่ถึงปี แน่นอนการจะสอดแทรกเข้ามาในตลาดที่มี 2 บิ๊กเนมอย่าง Samsung และ Apple ถือเป็นเรื่องยาก ถึงแม้เร็ว ๆ นี้ Samsung จะพลาดพลั้งไปกับประเด็น Samsung Note 7 แบตเตอรี่ระเบิดหรือแม้แต่ Apple กับ iphone 7 ที่ไมได้เปลี่ยนแปลงจากรุ่นเก่าเหมือนอย่างที่ใครหลายคนคาดหวังไว้ก่อนหน้านี้
แต่…เชื่อขนมกินได้เลยว่านี้เป็นแค่ความผิดพลาด “ครั้งคราว” อีกเพียงไม่นานทั้ง 2 แบรนด์ก็คงจะค้นหา “จุดเปลี่ยน” ของตัวเองเจอ และที่สำคัญกว่านั้นทั้ง 2 แบรนด์นี้ได้พิสูจน์ถึงพลัง Branding ว่าได้รับการยอมรับจาก User ระดับ Hi-End
Smartphone ที่มีราคาขาย 15,000 บาทอัพนอกจากแข่งกันที่สเปคและฟังก์ชั่นการใช้งาน อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือการแข่งในเรื่อง Emotional ที่สูงกว่า Segment อื่น ๆ นั่นคือต้องทำให้ User รู้สึกมีความภูมิใจในการเป็นเจ้าของ Smartphone แบรนด์ตัวเอง ซึ่ง Moto เชื่อว่าเราพร้อมกับการรุกตลาดนี้มาก
อนาคตต้อง 50/50
มากไปกว่านั้น “ทวนทอง ศรีวิเชียร” เองยังเชื่อว่าปฏิบัติการฟื้นคืนชีพครั้งใหม่ของ Moto หลังจากที่หายสาบสูญไปนานกว่า 5 ปี ถือว่าเป็นอะไรที่มาถูกทาง เพราะเพียงแค่ใช้แต่สื่อ Social Neteork ผ่าน Facebook ชื่อ Moto Thailand ภายในระยะเวลา6 -7 เดือนมีแฟนเพจถึง 1.78 แสนราย
“นั่นเพราะคนอายุ 30 อัพขึ้นไปและเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อต่างรู้จักและรอคอยการกลับมาของแบรนด์ Moto เพราะในอดีต จุดเริ่มต้นมือถือมีแค่ Moto กับ Nokia ซึ่งเราเชื่อว่าคนผูกพันกับแบรนด์เรามาก”
และเป้าหมายของ Moto คือต้องการยอดขาย 250,000 เครื่อง/ปีและขึ้นไปเป็นเบอร์ 3 ในตลาด Smartphone Segment ราคา 15,000 บาทอัพ ถึงแม้ในเวลานี้จะมีส่วนแบ่งตลาดแทบจะ 0% เนื่องจากเพิ่งจะเริ่มทำตลาดอย่างจริงจัง หากทำได้จริงตามเป้าหมายที่วางไว้นั้นจะทำให้ในอนาคตแบรนด์ Moto จะมีสัดส่วนสูงถึง 50% เทียบเท่ากับ Lenovo ในแง่รายได้ต่อปีของบริษัท
ในแง่ Volume จำนวนเครื่องที่ขายคงต้องเป็น Lenovo เพราะราคาขายเครื่องที่ต่ำกว่า 9,000 บาท เป็นเรทราคาที่เป็นตลาดใหญ่คือคิดเป็น 80% ส่วน Moto จะเป็น Segment ที่สร้างมูลค่าต่อเครื่องสูงและกำไรต่อเครื่องมากกว่า Lenovo
ที่นี้ต้องมาตามดูฉากการตลาดต่อไปว่าเมื่อ Lenovo มีอาวุธครบมือไว้ใช้สร้างยอดขายครบทุก Segment ตลาด Smartphone จะทำได้ดีกว่าเดิมมากน้อยแค่ไหน? ในช่วงเวลาที่ตลาดนี้เกิดทั้งแบรนด์ใหม่ ๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกันก็มีแบรนด์เก่า ๆ ที่ทนแรงเสียดทานไม่ไหวต้องสูญหายจากไปในตลาดนี้
แม้ตลาด Smartphone จะมีมูลค่าหาศาลและยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้เล่นในตลาดนี้ต่างก็จัดเต็มและ “ไม่เคยมีใครคิดจะถอย แม้แต่ก้าวเดียว”
