
ติดตามอ่านคอลัมน์ The Battle ใน นิตยสาร Marketeer ฉบับเดือน มีนาคม
ตลาดกล้อง “ดิจิตอล” กำลังถึงจุดที่จับโฟกัสของตัวเองชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าณเวลานี้ Segment ไหนคือ “อนาคต,ประคองตัวอยู่รอดหรือสุดท้ายคือสูญหายตายไปจากตลาด”
เพราะจากตัวเลขล่าสุดในปี 2015 ตลาดกล้อง “ดิจิตอล” จำนวน 310,000 เครื่องคิดเป็นมูลค่า 6,200 ล้านบาทกล้อง Compact ยังติดลบต่อเนื่องโดยในปีที่ผ่านมา – 20% โดยปัจจัยหลักเกิดจาก User เลือกที่จะใช้ Smartphone ถ่ายภาพแทนเพราะเชื่อว่าคุณภาพไม่ได้แตกต่างจากกล้อง Compact เท่าไรจึงไม่ต้องแปลกใจที่หลายค่ายเลิกที่จะผลิตกล้อง Compact เพราะเชื่อว่าอีกไม่นานจะสูญหายไปจากตลาด
ในขณะที่กล้อง DSLR ในปีที่ผ่านมา – 30% เหตุผลมาจากมี User ที่อัพเกรดจากการถ่ายภาพด้วย Smartphone เลือกจะซื้อกล้อง Mirrorless ที่มีน้ำหนักเบาดีไซน์สวยงามซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหากเทียบกับกล้อง DSLR ส่งผล Effect ให้ 2 ค่าย Professional อย่าง Nikon และ Canon ถูกแย่งชิงยอดขายในกลุ่มกล้องราคาระดับ20,000 – 30,000 บาทมากพอสมควรทางออกของทั้ง 2 ค่าย Professional คือเลือกที่จะโฟกัสไปที่กล้อง DSLR ในระบบ Full Frame
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไรเลยที่กล้องจิ๋วอย่าง Mirrorless ในปีที่ผ่านจะเติบโตถึง 90% จนสามารถมีสัดส่วนถึง 65% ในตลาดกล้อง “ดิจิตอล” ชนิดเปลี่ยนเลนส์ได้ในขณะที่ DSLR เหลือสัดส่วนเพียง 35%
FUJIFILM สตาร์ทปีนี้ขอตลาด Hi-End
เมื่อเทรนด์ตลาดมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ในปี 2016 ทุกแบรนด์ในตลาดกล้อง Mirrorless จะเปิดเกมแย่งชิงยอดขายอย่างไม่มีใครยอมใครโดยเฉพาะเบอร์หนึ่งอย่าง FUJIFILM ที่ในปีนี้ต้องการเป็น “ผู้นำตลาด” อย่างแท้จริงด้วยการมีส่วนแบ่ง 50% จากเดิมที่มีอยู่ 38%
“ปีที่ผ่านมาตลาดกล้องดิจิตอลเติบโตด้วย Segment กล้อง Mirrorless อย่างแท้จริงและในปีนี้ก็ยังเหมือนเดิมที่ Mirrorless จะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดกล้องและจะมียอดขายทิ้งห่างกล้อง DSLR มากขึ้นไปอีกเรื่อยๆทำให้ในต้นปีนี้เราจะรุกตลาดเข้มข้นด้วยกล้องรุ่นใหม่อย่าง X-E2S และ XPRO 2”สิทธิเวชเศวตรพัชร์ผู้จัดการอาวุโสผลิตภัณฑ์กล้องดิจิตอลอิมเมจจิ้งบริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัดบอกถึงเหตุผลในการเปิดตัวกล้อง 2 รุ่นใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนรายได้ในปีนี้
ยิ่งโดยเฉพาะกล้องรุ่น X- Pro 2 ที่เป็นสินค้าระดับ Flagship ของแบรนด์ที่มีราคาขาย 59,990 บาทที่ FUJIFILM เลือกที่จะใช้งบการตลาดเฉพาะแค่กล้องรุ่นนี้สูงถึง 50 ล้านบาท
ส่วนเหตุผลที่ FUJIFILM เลือกจะขับเคลื่อนตลาดกล้อง Mirrorless ในรุ่นระดับ Hi – End อย่างรุนแรงทั้งที่ในแง่ความเป็นจริงของตลาดหากเจาะลึกไปที่สัดส่วนจะพบว่ากล้องราคาระดับไม่เกิน 20,000 บาทมียอดขายมากที่สุดคิดเป็น 40% ของตลาดกล้อง Mirrorless
“คือทุกแบรนด์ในตลาดก็อยากจะขายกล้องราคาแพงเพราะทุกรายคิดเหมือนกันคือหากคุณขายกล้องราคาไม่เกิน 20,000 บาทต้องขายถึง 3 ตัวกว่าจะเท่ากับยอดขายกล้องราคา 60,000 บาทโดย X-PPO 2 เราต้องเป้ายอดขาย 2000 เครื่องในปีนี้”
ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลหลักนั้นคือกล้องระดับ Hi – End พกพากำไรต่อหน่วยสูงกว่ากล้องระดับราคาอื่นๆอีกทั้งพฤติกรรม User ที่ซื้อกล้องใน Segment นี้ชื่นชอบที่จะซื้อเลนส์กล้องคุณภาพราคาแพงไว้ใช้งานซึ่งนั้นหมายความว่า FUJIFILM และค่ายกล้องอื่นๆที่ขายกล้อง Mirrorless ระดับ Hi- End มีโอกาสสูงที่จะขายเลนส์กล้อง Premium ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าที่มีกำไรต่อหน่วยสูง

สูตร Presenter ของ “ผู้นำตลาด”
ขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมา FUJIFILM ถือเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นมากที่สุดในการทำตลาดกล้อง Mirrorless นั้นเพราะหากสังเกตในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีค่ายกล้องไหนกล้าที่จะลงทุนว่าจ้าง Presenter ในขณะที่ FUJIFILM กลับคิด “ต่าง” เดิน “สวนทาง” คู่แข่งด้วยการใช้ Presenter ถึง 2 คนให้แก่กล้อง 2 รุ่น
“แป้งโกะ จินตนัดดา ลัมะกานนท์” เป็น Presenter ให้แก่กล้อง XT 10 ในปีที่แล้วในขณะที่ปีนี้ “ปั๊บโปเตโต้พัฒน์ชัยภักดีสู่สุข” รับบทบาทเป็น Presenter ให้แก่กล้อง X-PRO 2
“เหตุผลที่เราเลือก 2 คนนี้เป็น Presenter เพราะแต่เดิมเข้าใช้กล้อง FUJIFILM อยู่ก่อนแล้วและก็ชอบที่จะโพสรูปลงใน Facebook กลุ่ม Fuji X Series Club Thailand ที่มีสมาชิก 96,000 รายซึ่งนั้นแสดงว่าเขาชื่นชอบในกล้อง FUJIFILM เราเลยตัดสินใจเลือกเขาเป็น Presenter เพราะการที่เขา 2 คนนี้ใช้สินค้าเราจริงๆนั้นหมายความว่าเขาเป็นมากกว่า Presenter เพราะรักในแบรนด์นี้อยากแท้จริง”
เติบโต 50% สิ่งที่ FUJIFILM ต้อง “โฟกัส” ให้ “เข้า”
การกดปุ่ม “ชัตเตอร์” รุกหนักของ FUJIFILM เป้าหมายก็เพื่อเพิ่มรายได้จากแต่เดิมในปี 2015 มีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท (รายได้เฉพาะกล้องไม่รวมเลนส์) แต่ในปี 2016 ต้องการเติบโตถึง 50%
และต้องบอกว่าเป็นเป้าหมายรายได้เติบโตอันท้าท้ายในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ “พลังซื้อ” ของผู้บริโภคไม่ทรงพลังเหมือนแต่ก่อน
“User ที่เล่นกล้องส่วนใหญ่คือคนฐานะระดับกลาง – รายได้สูงซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเพียงแต่เริ่มมีพฤติกรรมใกล้เคียงคนญี่ปุ่นคือเริ่มออมทรัพย์แต่ถ้าเกิดชอบอะไรก็จะซื้อในทันทีอย่างไม่ลังเล”
ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ FUJIFILM เชื่อว่าตลาดกล้อง Mirrorless ในปีนี้ทุกแบรนด์จะปรับโฟกัสเน้นหนักไปสู่ Segment ราคาระดับกลาง – บนและจะไม่เน้นเกมราคาหรือโปรโมชั่นแต่จะแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆตอบสนองผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพรวมไปถึงดีไซน์กล้องในรูปแบบ Retro ย้อนยุคหรือการนำเอากล้องรุ่นฟิล์มในอดีตมาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีล้ำๆที่กำลังเป็นที่นิยมโดนใจ User ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ
FUJIFILM ผู้มาทีหลัง แต่…แรงแซงคู่แข่งสู่ “แชมป์”
ในอดีต FUJIFILM คือผู้ผลิตฟิล์มรายใหญ่แต่เมื่อโลกของการถ่ายภาพก้าวสู่ยุค “ดิจิตอล” อย่างเต็มตัวแบรนด์นี้หาทางรอดปรับตัวเองเป็นผู้ผลิตกล้อง Compact แต่ Segment ที่ “แจ้งเกิด” ได้อย่างเต็มตัวนั้นคือกล้อง Mirrorless แม้จะเป็นผู้มาที่หลังแต่ในระยะเวลาเพียง 3 -4 ปีก็สามารถก้าวสู่ผู้นำตลาด
1.ช่วงเริ่มต้นผลิตกล้อง Mirrorless ยังไม่มีเลนส์ให้ User ได้ใช้งานมากนักทำให้ User เกิดการลังเลที่จะซื้อกล้องค่ายนี้แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างบริษัทโดยให้บริษัทในเครืออย่าง FUJINON ที่จากแต่เดิมเป็น OEM ผลิตเลนส์ให้กล้องค่ายอื่นหันมาผลิตเลนส์ให้บริษัทแม่อย่างเข้มข้นจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ User
2.ในทุกไลน์อัพกล้องที่ขายจะมีดีไซน์ย้อนยุคขนาดเล็กพกพาสะดวกสะท้อนความเท่ห์ของผู้ถือ
3. ภาพที่ถ่ายมาจากกล้องของFUJIFILM จะทำให้นางแบบผิวขาวอมชมพูซึ่งถูกจริตของคนไทย
4. การใช้งบการตลาดถึง 70% จากงบการตลาดทั้งหมดเพื่อจัดกิจกรรม Work shop และกิจกรรมอื่นๆเพื่อสร้างฐานลูกค้าให้เกิด Loyalty และเกิดการบอกต่อโดยเฉพาะในโลกออนไลน์
5. ให้ความสำคัญกับ Uses ที่อัพเกรดจากการถ่ายภาพด้วย Smartphone มาใช้กล้องถ่ายภาพ
6.เลือกใช้ Presenter สร้างตัวแทนคนรุ่นใหม่ให้คนรุ่นใหม่รู้จักแบรนด์FUJIFILM ในฐานะผู้ผลิตกล้องไม่ใช่ผู้ผลิตฟิล์มเหมือนอย่างในอดีต
“Olympus” ขอเปลี่ยน 24% เป็น 30%
ในขณะที่ความท้าท้ายของ “แชมป์เก่า” ในตลาดกล้อง Mirrorless อย่าง “Olympus” นั้นคือการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่ในมือจาก 24% เปลี่ยนเป็น 30%
ยิ่งในเวลานี้ตัวเลข GFK ชี้ชัดว่าตลาดกล้องเล็กพริกขี้หนูเปลี่ยนเลนส์ได้อย่าง Mirrorless มียอดขายแซงหน้ากล้อง DSLR ไปเป็นที่เรียบร้อยกำลังกลายเป็นภาพสะท้อนว่าตลาดกล้อง Mirrorless กำลังทรงอิทธิพลในกลุ่มคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ
“ในปี 2015 ที่ผ่านมาตลาดกล้องชนิดถอดเปลี่ยนเลนส์ได้มีมูลค่า 170,000 เครื่อง Mirrorless มีสัดส่วน 65% ในขณะที่ DSLR มีสัดส่วน 35% นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้นปีนี้เราออกกล้องใหม่รุ่น PEN F เพื่อมากระตุ้นตลาด”ชินโชอิเคดะกรรมการบริษัทและผู้จัดการ ฝ่ายผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์บริษัทโอลิมปัส (ประเทศไทย) จำกัดบอกถึงแผนการตลาดเชิงรุก
เบอร์ 2 ที่ไม่หยุดนิ่ง
การ “เสียแชมป์” ให้แก่ค่าย FUJIFILM อาจจะไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมากนักเพราะอย่างลืมว่าในแต่ละปีที่ผ่านมาตลาดกล้อง Mirrorless เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอนทุกผู้เล่นในตลาดนี้ก็ย่อมจะมียอดขายเติบโตตามตลาด “Olympus” เองก็เช่นกันที่ในปีที่ผ่านมามีรายได้เติบโต 20% และในปี 2016 ตั้งเป้าเติบโตอยู่ที่ 20 %
แต่อย่าลืมว่าการตั้งเป้ารายได้เติบโตสูงถึง 20 % ของบริษัทกลับสวนทางกับการคาดการณ์ตลาดกล้อง Mirrorless อย่างสิ้นเชิงที่คาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตไม่เกิน 10 % ในปีนี้
นั้นแปลว่าการที่ตั้งเป้ารายได้บริษัทเติบโตกว่าตลาด “Olympus” จะต้องไปแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งมาให้ได้นั้นเองจึงเป็นที่มาของการเพิ่มงบการตลาดจาก 200 ล้านบาทมาเป็น 250 ล้านบาทในปีนี้
“เหตุผลอีกข้อที่เราใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้นเพราะเราไม่ได้มองเฉพาะตลาดกล้อง Mirrorless เพียงอย่างเดียวแต่เรามองไปที่ภาพรวมตลาดกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ทั้งหมดซึ่งหมายถึง DSLR ด้วยนั้นเพราะตลาดเปลี่ยนไปแล้ว”
“ตลาดที่เปลี่ยนไป” หากจะตีความให้ชัดเจนนั้นคือณปัจจุบันหากมือใหม่ที่คิดอยากจะซื้อกล้องถ่ายภาพสักตัวต่อไปนี้กล้องประเภท DSLR ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไปหากแต่มีกล้อง Mirrorless เป็นตัวเลือกที่เข้ามาสอดแทรกได้อย่างมีพลังดึงดูดที่มากกว่า
อนาคตคู่แข่งทางอ้อม DSLR
แล้วที่นี้กล้อง DSLR ที่มี 2 Professional Brand อย่าง Nikon และ Canon จะถูกตลาด Mirrorless กลืนกินจนต้องหายไปในตลาดนี้หรือไม่ ?
คำตอบคือ “ไม่ใช่” เพราะอย่าลืมว่ามีผู้จำนวน Users ไม่น้อยที่ยังเชื่อมันในคุณภาพของกล้อง DSLR อีกทั้งยังมี User อีกจำนวนหนึ่งที่เมื่อใช้กล้อง Mirrorless ได้สักพักหนึ่งก็อยากจะอัพเกรดไปสู่กล้อง DSLR ระบบ Full Flame ที่มีราคาขายแพง
เพียงแต่ในอนาคตจะมีจำนวน Volume น้อยกว่ากล้อง Mirrorless อย่างเทียบกันไม่ได้นับเป็นสิ่งที่บรรดาค่ายกล้อง Mirrorless รู้ดีทำให้ได้เห็นในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงโดยถูกขับเคลื่อนด้วยโปรโมชั่นราคาและของแถม
“ปีนี้่เรามองว่าตลาดกล้อง Mirrorless จะแข่งขันด้านราคาในรุ่นระดับล่างๆแต่กลุ่มกล้องรุ่นระดับกลางจนถึง Hi-End จะไม่รุนแรงเพราะเรามองว่าในฐานะผู้ผลิตกล้องทุกค่ายไม่มีใครอยากที่จะไปแตะต้องเรื่องของราคาถ้าไม่จำเป็นและแนวทางของ Olympus เองก็จะเน้นทำตลาดไปที่กล้องรุ่นระดับราคากลางถึงบน”
ที่นี้ต้องมาดูกันว่าระหว่างเบอร์ 1 อย่าง FUJIFILM จะสามารถยึดครองตลาดกล้อง Mirrorless ตามเป้าหมายที่โฟกัสไว้ด้วยส่วนแบ่ง 50% ในขณะที่เบอร์สองอย่างค่าย “Olympus” จะสามารถมีส่วนแบ่งตลาดเป็น 30 % ได้หรือไม่ ?
ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดแต่ที่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนนั้นคือต้องมีแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งที่ผิดหวังกับเป้าหมายที่ตัวเองต้องการเพราะอย่างลืมว่าเบอร์ 3 อย่าง Sony เองก็เลือกจะทำอย่างอย่างเข้มข้นแม้ปัจจุบันจะมีส่วนแบ่งในตลาด 22% ก็ตามที

Key Influencer & Net Idol ต่างหน้าที่แต่ “ขาดไม่ได้”
ต้องบอกว่า 2 บุคคลดังกล่าวกำลังมีส่วนสำคัญในการบิวด์ให้ User ตัดสินใจซื้อกล้องจึงไม่แปลกที่ค่ายกล้องจะนิยมใช้งบการตลาดให้ทั้ง Key Influencer & Net Idol ทำหน้าที่บิวด์ User ในโลกออนไลน์เพียงแต่หน้าที่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Key Influencer : จะถูกใช้ให้รีวิวกล้องระดับ Hi-End ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยและฟังก์ชั่นการใช้งานอันหลากหลายเพราะ User กลุ่มนี้ต้องการรับรู้ว่ากล้องราคาแพงที่ตัวเองจะซื้อมีเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
Net Idol : จะถูกใช้สำหรับ User ที่ซื้อกล้องรุ่นระดับล่างที่ต้องการสะท้อนดีไซน์ความเท่ห์หรือแม้แต่การ Selfie ออกมาสวยงามโดยจะเป็นในรูปแบบให้ Net Idol ถ่ายรูปถือกล้องหรือถ่ายภาพ Selfie ผ่านกล้องตัวที่ถูกว่าจ้าง
ตลาดกล้อง “ดิจิตอล”Segment ไหน? เติบโต,อยู่รอด,สูญหาย
ตลาดกล้องดิจิตอลในปี 2015 ที่ผ่านมามีจำนวน 310,000 เครื่องคิดเป็นมูลค่า 6,200 ล้านบาทมาดูกันว่าสถานะการณ์แต่ละ Segment เป็นอย่างไรและอนาคต Segment ไหนจะสูญหายไปจากตลาด

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม
