อาหารญี่ปุ่น 20,000 ล้านบาทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 10-15% ในทุกๆ ปี แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว จากความนิยมของคนไทยที่รู้จักและยอมรับในอาหารญี่ปุ่นที่หลากหลายรสชาติที่ถูกปาก เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ รับประทานได้บ่อย ไม่เลี่ยน ไม่อ้วน และทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ทานดูดี

แม้อาหารญี่ปุ่นจะมีการเติบโตต่อเนื่องเกิน 10% ทุกปี เมื่อมองจาก 10 เดือนที่ผ่านมาของปี 2558 กลับพบว่าตลาดอาหารญี่ปุ่นกลับเติบโตเพียง 7-9% และมีการแข่งขันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพและ ปริมณฑล โดย Big Player ต่างให้แข่งขันผ่านแนวทางการตลาด 4 ประการได้แก่

1.Networking

ขยายสาขาให้ครอบคลุมมากที่สุด ทั้งในห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า Easy Access ในการเข้าถึงร้านค้า

2.Product Varity

ความหลากหลายของอาหาร นำเสนอรูปแบบอาหารที่แปลกใหม่ รสชาติถูกจริตคนไทย สอดคล้องกับรูปแบบการรับประทานอาหารนอกบ้านของกลุ่มเป้าหมาย

3.Unique Selling Points

จุดต่างของแบรนด์ ความโดดเด่นที่แตกต่าง รวมถึงการตกแต่งร้านที่มีสไตล์ บ่งบอกความเป็นตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย และอื่นๆ

4.Value Added

การบริการที่เหนือความคาดหมาย รวมถึงการจัดโปรโมชั่นในรูปแบบต่างๆ ทั้งส่วนลด ของแถม ลุ้นโชค และอื่นๆ ที่ดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจเข้ามารับประทานในร้านนอกเหนือจากด้านราคาเพียงอย่างเดียว

 

กรุงเทพอิ่มตัว ต่างจังหวัดคือโอกาส

เมื่อมองลึกลงไปในตลาดอาหารญี่ปุ่นที่เติบโตอย่างสวยงามกลับพบว่าในตลาดกรุงเทพและปริมณฑลเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง และอยู่ในภาวะอิ่มตัวจากการขยายสาขาของแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นรายใหญ่และรายย่อย และการเข้ามาในตลาดของผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการรับประทานอาหารนอกบ้าน

ส่วนตลาดต่างจังหวัดยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะตลาดหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านใกล้เคียงกับคนกรุงเทพ และยังเป็นตลาดที่ยังไม่มีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นเข้าไปเปิดสาขาไม่มากนักนอกจากแบรนด์หลักๆ เพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแบรนด์เล็กอาจมองว่าต้องการโฟกัสไปที่กรุงเทพ ซึ่งเป็นตลาดที่เปิดรับแบรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ และพร้อมที่จะจ่ายเงินกับการรับประทานอาหารนอกบ้านเพื่อแลกกับรสชาติที่อร่อย และบรรยากาศตกแต่งสวยงาม สะท้อนรสนิยมของผู้รับประทาน

 

ฟูจิ รักษาเบอร์ 1 ด้วยสาขา

ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 30 ปี อย่างฟูจิ ได้รักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ1 อย่างต่อเนื่องจากการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นร้านอาหารสำหรับคนรุ่นใหม่ และร้านอาหารสำหรับครอบครัวด้วยงบการตลาด 200 ล้านบาทในปีนี้ไปพร้อมๆ กับขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัดทั้งศูนย์การค้า คอมมูนิตี้ ออฟฟิศบิ้วดิ้ง และแหล่งชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามารับประทานอาหารในร้านฟูจิแทนร้านอื่นๆ โดยในปีนี้ ฟูจิมีสาขามากกว่า 90 สาขา ซึ่งเป็นสาขาใหม่ 5-6 สาขาด้วยงบลงทุน 250 ล้านบาท

นอกจากเกมในบ้านแล้วฟูจิ ยังมีความต้องการเป็นแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ครอบคลุมทุกประเทศใน AEC เริ่มจากการเข้าไปทดลองตลาดในลาวและเมียนมาร์เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในปี 2557มีสาขามากถึง 4 สาขาในสองประเทศและในปีนี้ต้องการเปิดสาขาเพิ่มอีก 8 สาขาในเมียนมาร์ 3 สาขา ลาว 1 สาขา อินโดนีเซีย และมาเลเซียประเทศละ 1 สาขา และกัมพูชาอีก 2 สาขา

โดยในปีนี้ฟูจิรักษาความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้วยเป้ารายได้ทั้งปี 8,000 ล้านบาทเติบโตจากปีที่ผ่านมา 10% และคาดว่าในปี 2561 จะสามารถสร้างรายได้ได้มากถึง 10,000 ล้านบาท

 

โอโตยะ แม่บ้านญี่ปุ่นมาปรุงให้ถึงไทย

จุดเด่นของโอโตยะ ที่แตกต่างจาก Big Player อื่นๆ คือการเป็นร้านอาหารต้นตำรับจากญี่ปุ่น ที่มีคุณภาพ เพื่อสุขภาพ มีเมนูหลากหลาย โดย 90% ของเมนูทั้งหมดเป็นเมนูสูตรจากญี่ปุ่น และ10% เป็นเมนูที่ปรับให้เหมาะตรงกับความต้องการของคนไทยมากขึ้น

ในปีนี้โอโตยะ ต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาด 8%ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น เติบโต 10% เท่ากับปีที่ 2557แต่ด้วย 9 เดือนที่ผ่านมาการโอโตยะสามารถสร้างการเติบโตได้เพียง 5% จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และทำให้บางสาขามีลูกค้ามาใช้บริการลดลง

เพื่อไปถึงฝั่งฝันไตรมาสสุดท้ายของปีโอโตยะจึงได้งัดไม้เด็ดตอกย้ำความเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีต้นรับจากประเทศญี่ปุ่น สร้างการรับรู้ถึงเมนูใหม่ๆ ที่โอโตยะได้ปรับเปลี่ยนเป็นประจำทุกปี ไปพร้อมๆ กับเชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้บริการมากขี้นด้วยแคมเปญ “โอโตยะ ฉลองเมนูใหม่ อิ่ม-หมี-ฟรี-มัน” ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการโอโตยะ 17 สาขาในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกับCRG เจ้าของลิขสิทธิ์โอโตยะในประเทศไทย ลุ้นทริปเที่ยว และรับประทานอาหารที่ร้านโอโตยะประเทศญี่ปุ่น พร้อมคูปองส่วนลด และเมนูพิเศษ เมื่อทานครบ 300 บาท ระหว่างวันที่28 ตุลาคม -27 ธันวาคม 2558

ไปพร้อมๆ กับสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย ว่าโอโตยะคือ ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นเมนูสไตล์โฮมเมดที่หลากหลายผ่านแคมเปญและกิจกรรมการตลาดในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น TV วิทยุ บีทีเอส บิลบอร์ด สื่อโซเชียลมีเดีย และโมบายแอพพลิเคชั่น ไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผ่านงบการตลาด 60 ล้านบาทในปีนี้

โดยโอโตยะมีกลุ่มเป้าหมายหลัก 80% เป็นกลุ่มวัยทำงาน กลุ่มครอบครัว ผู้ที่เดินทางไปญี่ปุ่น และชื่นชอบอาหารต้นตำรับ และลูกค้ารอง 20% ที่เหลือคือชาวญี่ปุ่นและครอบครัวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย

รวมถึงปรับเมนูพิเศษในสาขาต่างจังหวัดเมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ให้มีราคาเฉลี่ยต่อเมนู 250 บาท ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายต่างจังหวัดมากขึ้น เพราะปัญหาของโอโตยะคือความเป็นพรีเมี่ยมที่มีราคาเมนูเฉลี่ย 300-350 บาท ต่อเซ็ต ทำให้กลุ่มเป้าหมายต่างจังหวัดไม่กล้าที่จะเข้ามาทดลองรับประทานอาหาร และคาดหวังว่าจะมีผู้สั่งเมนูพิเศษนี้มากถึง 15% ของลูกค้าต่างจังหวัด

นอกจากนี้ยังได้ขยายสาขาเพิ่มเป็น 52 สาขาในปี 2559 และเพิ่มเป็น 100 สาขาในปี 2563จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งสิ้น 47 สาขา และรีโนเวทสาขาเดิม ด้วยงบการตลาด 150 ล้านบาท เพื่อเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาทในปี 2559 จากรายได้ปัจจุบัน 700 ล้านบาท ไปพร้อมๆ กับการมองหาทำเลเปิดร้านในCLMV เพื่อทดลองตลาดและขยายสาขาไปยัง AECในที่สุด


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer