แม้ไตรมาส 1 ที่ผ่านมาบิ๊กแบรนด์ในตลาดอสังหาฯ จะประกาศงบฯ ที่มีทั้งทิศทางที่ดี รายได้ และกำไรเติบโต รายได้หด กำไรลงก็มี

แล้วทิศทางครึ่งปีหลังของตลาดที่อยู่อาศัยใน กทม. และปริมณฑลเป็นอย่างไร

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 คาดว่าจะมีโอกาสขยับเพิ่มขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่มีการหดตัวลงอย่างมาก

หากภาครัฐสามารถควบคุมการระบาดของโควิดได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม และการฉีดวัคซีนเป็นไปตามแผน

รวมถึงการออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า แต่ยังนับว่าต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยภาพรวมยังไม่ฟื้น โดยเฉพาะฐานลูกค้าหลักอย่างกลุ่มเซกเมนต์ระดับล่าง-กลางล่าง รวมถึงข้อจำกัดในการเดินทางเข้ามาของผู้ซื้อชาวต่างชาติ

โดยกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมองหาที่อยู่อาศัยน่าจะกลับมาได้บ้าง ประกอบกับผู้ประกอบการน่าจะกลับมาทำกิจกรรมการตลาดกระตุ้นการขายได้มากขึ้น แต่ยังนับว่าต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคแล้ว ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายต่อเนื่อง

ความท้าทายในการระบายสินค้าคงเหลือ ที่ส่งผลต่อทางเลือกการลงทุนโครงการใหม่ที่จำกัดขึ้น โดยต้องแข่งขันกันทำตลาดเพื่อชิงกลุ่มผู้บริโภคที่มีจำนวนจำกัด ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยรอขายสะสมยังคงทรงตัวสูงในทุกเซกเมนต์

ต้นทุนทางธุรกิจที่สูงขึ้น ประกอบกับการขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง โดยนอกจากราคาที่ดินที่ทรงตัวระดับสูง ราคาวัสดุก่อสร้างยังมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะเหล็กที่เป็นวัสดุสำคัญของธุรกิจที่อยู่อาศัย ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่กระจายตัวไปยังแคมป์ก่อสร้าง ซึ่งสร้างผลกระทบเพิ่มเติมให้ภาวะการขาดแคลนแรงงาน

ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นประกอบกับแหล่งเงินทุนที่จำกัด นอกจากการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน การที่ผู้ประกอบการหันมาระดมทุนในตลาดทุนมากขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อนำมาไถ่ถอนหุ้นกู้และตั๋วแลกเงินที่จะทยอยครบกำหนดในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2564 อีกไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท ได้สร้างการแข่งขันและทำให้ต้องเพิ่มอัตราผลตอบแทนเพื่อดึงดูดนักลงทุน รวมถึงเพิ่มช่องทางการระดมทุนในรูปแบบใหม่ เช่น โทเคนดิจิทัล (Digital Token) ที่มีทรัพย์สินอ้างอิง

ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า อัตราการจองซื้อที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งปี 2564 จะอยู่ที่ประมาณ 5.6 – 5.8 หมื่นหน่วย หรือหดตัวร้อยละ14.2 ถึง 11.2

ขณะที่การลงทุนเปิดโครงการใหม่คาดว่าจะเหลือเพียง 5.5 – 5.8 หมื่นหน่วย หรือหดตัวร้อยละ 24.7 ถึง 20.6 ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562

อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่อาจเข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อธุรกิจที่อยู่อาศัยในระยะข้างหน้า รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด และการเข้าถึงของวัคซีนที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2564​​



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน