“ตลาดอีคอมเมิร์ซ” จากที่เติบโตอยู่แล้ว ปีที่ผ่านมาเติบโตมากขึ้นไปอีก

เพราะอานิสงส์จากสถานการณ์โควิด-19 ผลักดันให้คนที่อยู่บ้านมากขึ้น จากที่เดินออกไปซื้อของตามห้าง ซูเปอร์ต่าง ๆ ก็หันมาช้อปออนไลน์มากขึ้น

จากคนที่ช้อปออนไลน์ไม่เป็นก็กลายมาเป็นความคุ้นชิน ที่หากลองนับดูสัปดาห์หนึ่งผู้บริโภคอย่างเรา ๆ สั่งของออนไลน์กี่ครั้งกัน

ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซในปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 81% มีมูลค่าอยู่ที่ 294,000 ล้านบาทสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 220,000 ล้านบาท

และในปีนี้ก็คาดว่าตลาดอีคอมเมิร์ซจะเติบโตขึ้นอีก

JD CENTRAL เปิดเผยข้อมูลอ้างอิง worldbank, Euromonitor พบว่า

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 20% ต่อปี

แต่ตลาดยังคงมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดรีเทลทั้งหมด

ซึ่งหมายความว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยังมีช่องว่าง มีโอกาสเติบโตได้

แล้วในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตนี้ แข่งขันกันที่อะไรบ้าง

แน่นอนว่าในตลาดที่ร้อนแรงนี้มีแม่ค้าพ่อค้าทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ รวมทั้งแบรนด์เองก็เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มโลกออนไลน์มากขึ้น

เลยปฏิเสธได้ว่าเกม “ราคา” ยังเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดี

แต่หากเจาะลึกลงไปอีกตามข้อมูลจากไพรซ์ซ่าจะพบว่า ส่วนแบ่งการตลาดของจำนวนสินค้าในไทยยังคงเป็นสินค้าจากต่างชาติที่กินส่วนแบ่งกว่า 63% เลยทีเดียว โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกกว่ามาก ประเด็นนี้ก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยต้องเร็วปรับตัว

นอกจากราคาแล้วยังแข่งขันกันด้วยโปรโมชั่น แคมเปญดับเบิ้ลต่าง ๆ ที่ดึงดูดให้ผู้คนหันมาช้อปออนไลน์มากขึ้น เพราะไม่ต้องออกไปไหนแค่กดคลิกจ่ายเงิน หรือจ่ายปลายทางรอไม่กี่วันของที่สั่งก็มาส่งถึงหน้าบ้าน

อีกสิ่งในที่บนแพลตฟอร์มในตลาดอีคอมเมิร์ซแข่งขันคือความหลากหลายของสินค้าที่มีครอบคลุมทุกกลุ่ม ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นตัวดึงดูดในผู้บริโภคใช้งานมากขึ้นเท่านั้น

เบอร์สามในตลาดอย่าง “JD CENTRAL” ที่ลงสนามมาร่วม 3 ปี ที่วางตัวเองเป็นจุดแข็งในเรื่องการันตีของแท้

ที่เขามองว่าอีกสิ่งที่เป็น unmet need ความต้องการพื้นฐานที่ซ่อนอยู่นั่นคือ การสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งแง่คุณภาพและการันตีของแท้

ที่ในวันนี้ JD CENTRAL ขอปรับลุค และปรับกลยุทธ์ให้ชัดเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายเพิ่มขึ้น

ก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานบริหารฝ่ายการตลาด JD CENTRAL บอกว่าการลุกขึ้นมาปรับโฉมในครั้งนี้ เจดีเซ็นทรัลเองต้องการที่จะเติบโต และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มากขึ้น

จากเดิมที่ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในเมือง หลังจากนี้จะรุกไปยังกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดมากขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มนักช้อปที่ยังติดกับการไปซื้อสินค้าที่หน้าร้าน รวมถึงกลุ่มที่ซื้อสินค้าออนไลน์เฉพาะเว็บไซต์หรือร้านค้าทางการของแบรนด์เท่านั้น

JD CENTRAL ปรับ brand identity 3 จุดหลัก

1) ปรับ Brand’s tagline เป็น “จอยชัวร์ ตัวจริง”

ที่ยังคงจุดแข็งคือ เรื่องความชัวร์ในทุกแง่มุม ทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือ ของแท้คุณภาพดี รวมไปจนถึงสินค้าที่มีขายเฉพาะบน JD CENTRAL เท่านั้น

2) ปรับโลโก้ของ JD CENTRAL ให้ดูร่วมสมัยขึ้น

3) โปรโมต “JOY” ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ JD CENTRAL เพื่อสร้างการจดจำเกี่ยวกับแบรนด์ และสร้าง brand recall ให้ชัดเจนมากขึ้น

ส่วนภาพรวมไตรมาสแรกของปีนั้น JD CENTRAL มียอดดาวน์โหลดและติดตั้งแอปโต 94% มียอดขายโต 80% มียอดการซื้อต่อครั้งโต 40% เฉลี่ยที่ 2,400-2,500 บาทต่อบิล

อีก 6 เดือนที่เหลือนี้ JD CNETRAL จะทำได้ตามที่วางเป้าเติบโตสามดิจิตได้มั้ยคงต้องรอดู

ท่ามกลางการแข่งขันเรื่อง ‘ราคา’ ยังคงเป็นเรื่องแรก ๆ ที่ร้อนระอุมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

สินค้าขายดีบน JD CENTRAL

มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์

เครื่องใช้ไฟฟ้า

FMCG

สุขภาพและความงาม



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน