เราขอพาคุณเปิดแนวคิด วิถีธุรกิจในโลกที่ถูกดิสรัปท์ ในมุมมองของ ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมบรรยายให้ความรู้ในการแถลงข่าวเปิดงาน สหพัฒนแฟร์ ครั้งที่ 25

และการบรรยายในครั้งนี้เป็นการบรรยายครั้งแรกในรอบปีที่ผ่านมาของ ดร. สมคิด ด้วยเช่นกัน

 

ดร. สมคิดเปิดประเด็นให้เห็นว่า

เมื่อโควิด-19 เริ่มระบาด ผู้คนคิดว่าไม่นานนักคงสงบลง แต่ปัจจุบันเกือบ 2 ปี ที่โควิด-19 ยังอยู่กับเรา

และจะต้องอยู่อีกพอสมควร

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19  เกิดกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างรุนแรงต่อโลก อย่างที่ไม่คิดว่าจะปรากฏมาก่อน

ธุรกิจแทบจะหยุดชะงัก ผู้คนตกงานเดือดร้อนไปทั่ว

 

การพัฒนาวัคซีน การเร่งพัฒนาให้ทันกับการกลายพันธุ์ การเร่งฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันกับคนหมู่มากเป็นหนทางเดียวที่ทำให้โลกกลับมาสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง

 

แต่ช่วงเวลาเพียงแค่ 2 ปี โควิด-19 สร้างการเปลี่ยนแปลงไปมาก

โดยเฉพาะพฤติกรรมและวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล

คนอยู่กับที่กับบ้าน หยุดยั้งการแพร่ระบาด WFH ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ ถูกนำมาใช้ และใช้อย่างแพร่หลาย

จำนวนผู้เสียชีวิต การติดเชื้ออย่างง่ายดาย ทำให้เกิดความกลัว ความหวาดระแวงหลีกเลี่ยงเข้าไปในที่คนหมู่มาก

สถานที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผู้คนไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง

 

ความกลัว ความหวาดระแวง ความต้องการหลีกเลี่ยงคนหมู่มาก ก่อให้เกิดทัศนคติใหม่ขึ้นมา ว่า ความปลอดภัยต้องมาก่อน สาธารณสุขเป็นสิ่งสำคัญ ความสะอาด ความต้องการความเป็นส่วนบุคคล สิ่งเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นและขยายตัวไปทุกที ขัดกับวิถีทางดำเนินธุรกิจดั้งเดิม

 

เมื่อคนหลีกเลี่ยงการเดินทาง กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก แน่นอนที่สุดธุรกิจย่อมทำมาหากินลำบาก ขาดรายได้ บางรายถึงกับต้องล้มละลาย

ทัศนคติเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และจำเป็นต้องอยู่กับมัน

ธุรกิจจำนวนมากคิดว่าไม่นานนักทุกอย่างจะสงบลง กลับเป็นเหมือนเดิม ความเป็นจริงที่เจ็บปวดคือมันคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะพฤติกรรมที่เริ่มเปลี่ยนแปลง เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาที่เรียกว่า นิวนอร์มอล ที่คนคุ้นเคย

 

ลักษณะเช่นนั้นธุรกิจที่สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมใหม่ ย่อมค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ได้

ส่วนธุรกิจที่ยังคงยึดมั่นกับวิถีทางเดิม ในที่สุดจะค่อย ๆ ถดถอยลงและอาจจะยืนอยู่ไม่ได้อีกต่อไป

 

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นธรรมชาติ การไม่เปลี่ยนแปลงตามวิถีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในที่สุดจะถูกดิสรัปท์ แต่ใครที่สามารถค้นหาโอกาสใหม่ ๆ อาจจะคิดนวัตกรรมและบิสซิเนสโมเดลใหม่ ๆ ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตยั่งยืน

 

ยกตัวอย่างเช่น

1>

ธุรกิจการท่องเที่ยว

แต่เดิมที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศปีละหลายสิบล้านคน ดร. สมคิดมองว่าจากนี้ไปคงยากที่จะเป็นอย่างนั้น

เนื่องจากคนเกือบครึ่งโลกได้รับวัคซีนช้า หรือยังไม่ได้รับวัคซีน และถ้าโควิดกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ ความหวาดระแวงจะมีเรื่อย ๆ

การท่องเที่ยว ถ้าต้องการอยู่ต่อไป ต้องปรับตัว

แต่ไม่ใช่การท่องเที่ยวเชิงปริมาณ แต่เป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

เพราะความต้องการเป็นส่วนตัว ไม่ต้องการท่องเที่ยวกับคนหมู่มาก

ทางออกคือต้องยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศให้มีสุขอนามัยที่ดี ปลอดเชื้อ มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และมีการบริการที่สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการท่องเที่ยวยังมาจากการดิสรัปท์ด้วยเทคโนโลยี

จากเดิมที่คนไม่เคยใช้แอปซูมเพื่อประชุมออนไลน์ การสัมมนา เพราะโควิด-19 ระบาดทำให้คนหันมาใช้เนื่องจากไม่สามารถเดินทางได้

ทำให้ธุรกิจเรียนรู้ว่าทำไมต้องส่งคนไปต่างประเทศนั่งประชุม หรือสัมมนา ทำไมไม่ประชุมในลักษณะออนไลน์

ซึ่งถ้าคำถามนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ธุรกิจกลับมาคิดใหม่ว่าทำไมไม่ประชุมออนไลน์ เพราะปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่าย

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนคือธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การจัดงานประชุมสัมมนา การประชุมนานาชาติ

รวมถึงการเดินทางโดยเครื่องบิน จากเดิมที่นักธุรกิจต้องเดินทางบ่อย ที่นั่งบนเครื่องบินในกลุ่มชั้นธุรกิจจึงมีจำนวนมาก และชั้นธุรกิจจะมาซับซิไดซ์ให้ที่นั่งชั้นอีโคโนมีถูกลง

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่การท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวอย่างแน่นอน

นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผู้อยู่ในธุรกิจการท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนแปลง คนที่อยู่ในวงการการท่องเที่ยวต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง ยกระดับการท่องเที่ยว เพิ่มคุณภาพให้บริการและเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาสร้างความเจริญและรายได้ให้เกิดขึ้น

 

2>

อุตสาหกรรมภัตตาคารและร้านอาหาร

จากเดิมคนเดินเข้าห้าง ร้านใหญ่ในห้างขายดี ร้านเล็กขายได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่โควิด-19 ทำให้คนไม่กล้าเดินเข้าห้างเพราะกลัวติดเชื้อ

และคนเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่บ้านสั่งอาหารจากทั่วมุมในกรุงเทพฯ มารับประทานได้

ร้านเล็ก ๆ จากเดิมขายไม่ได้ กลับขายดิบขายดี

ทำให้กลับมาคิดว่าทำไมต้องจำกัดแค่ลูกค้า แค่จำนวนโต๊ะที่มีอยู่ในร้าน

ทำไมไม่เน้นพัฒนาคุณภาพในการผลิต ผลิตจำนวนมาก ๆ ทำแพ็กเกจจิ้งให้ดี สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพเพื่อส่งตรงไปตามบ้าน เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ดร. สมคิดยังมองว่าเมื่อโควิด-19 ระบาด การใช้งานดิจิทัลและออนไลน์เติบโตอย่างแพร่หลาย

การขายผ่านออนไลน์มีการขยายตัว บางกิจการมียอดขายเพิ่มเป็น 100%

 

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และอยู่กับมันหรือไม่

 

มีกูรูกล่าวว่า ไม่ว่าสถานการณ์ใด ถ้าอยากอยู่และเติบโตได้ต้องมี

ความสามารถในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และเป็นที่ลูกค้าต้องการ

สามารถสร้างความแตกต่างให้ลูกค้าในต้นทุนที่ต่ำสุด มีประสิทธิภาพสูง

เป็นปัจจัยในการทำธุรกิจ” ดร.สมคิดกล่าว

 

สิ่งที่สร้างการอยู่รอดในยุคนี้ การสร้างความแตกต่างในทุกมิติ บนพื้นฐานข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมาก

การผลิตตามออเดอร์อาจจะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าใช้เทคโนโลยีถึงลูกค้าโดยตรงและนำข้อมูลมาวิเคราะห์เจาะลึก

มีออนไลน์มาช่วยในการขาย มีทีมงานในการวิเคราะห์ข้อมูล ธุรกิจจะรู้จักผู้บริโภคดีขึ้นว่าเป็นใคร ชอบไม่ชอบอะไร

และย่อมนำสิ่งเหล่านั้นเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อตอบสนอง ทั้งในรูปแบบขายสินค้าเดิมดีขึ้นและเห็นโอกาสใหม่ที่ไม่มีมาก่อน

นอกจากนี้ การทำธุรกิจในยุคโควิด-19 ธุรกิจจะต้องตื่นตัวใช้เทคโนโลยีในการติดต่อลูกค้า เพราะในวันนี้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางไม่ต้องไปหาผู้ขาย

ในอดีตธุรกิจรีเทลมีอำนาจต่อรองสูงสุด เพราะคนมาซื้อของในห้างในร้านค้าที่เป็นออฟไลน์

แต่ตอนนี้คนรู้ว่าอยู่บ้านก็ช้อปได้

ทำให้รีเทลตระหนักว่าการสร้างแพลตฟอร์มเข้าถึงลูกค้าเป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจ ไม่ได้เพียงพึ่งพาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เพียงอย่างเดียว เพราะอำนาจการต่อรองจะไปอยู่ตรงนั้นแทน

 

ดร. สมคิดให้ความเห็นว่าถ้าเจ้าของแบรนด์ไม่ควรจะอยู่เฉย ๆ เพื่อรอให้รีเทล และอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มมาสั่งซื้อสินค้าจากเราอีกที

 

เพราะโลกไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

 

เจ้าของสินค้าต้องเข้าถึงลูกค้าโดยตรง และต้องมีแพลตฟอร์มของตัวเองทั้งของบริษัท สินค้า และแบรนด์ พร้อมกับสร้างทีมงานโดยเฉพาะที่เข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาดถึงลูกค้า ชนะคู่แข่ง ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือไม้ตายที่บริษัทชั้นนำอยู่ได้ โดยไม่ถูกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่กลืน

 

นอกจากนี้ การบริหารจัดการซัปพลายเชนต้นน้ำปลายน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งอาจจะทำเอง หรือจับมือกับพาร์ตเนอร์ร่วมกันทำ

ในการอินทิเกรตข้อมูลเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่งเดียว สร้างความใกล้ชิดกับลูกค้า มองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพแต่มีต้นทุนต่ำ และเข้าถึงลูกค้าเร็วและให้ลูกค้ามั่นใจ

 

ซึ่ง ดร. สมคิดมองว่าถ้าธุรกิจไม่ทำ และอาศัยการขายรูปแบบเดิม ๆ รอสั่งเข้ามาผลิตแล้วไม่รู้ตลาดอยู่ไหน และไม่มีข้อมูลลูกค้า เหมือนการคลำช้าง

ภาวะปกติไม่เป็นไร แต่ตอนนี้พฤติกรรมผู้บริโภคและธุรกิจเปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิงแล้ว



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน