ในตอนที่ Inbound Marketing บูมในช่วงปี 2006 (ในไทยก็บวกไปประมาณ 1-2 ปี) ช่วงนั้นผู้บริโภคสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้ผ่านการ Search เท่านั้น คืออยากรู้อะไรก็ถามกูเกิ้ลเลย ในปี 2017 พฤติกรรมนี้ก็ยังคงอยู่ และถึงแม้จะมีช่องทางอื่นให้เลือกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, LINE หรือ Twitter แต่ด้วยยอด Search 3,500 ล้านครั้งต่อวัน นักการตลาดไม่ควรทิ้งช่องทางนี้เด็ดขาด
พฤติกรรมการ Search เปลี่ยนไปแล้ว
สมัยก่อนเวลาค้นหาร้านอาหาร เราก็พิมพ์ว่า “ร้านอาหาร สีลม” แต่ปัจจุบันผู้บริโภคใช้การ Search เหมือนการถามเพื่อน “แนะนำร้านอาหารอิตาเลี่ยนแถวนี้ให้ฉันที” และ Sundar Pichai CEO ของ Google เคยกล่าวในปี 2016 ว่า 20% ของการ Search ใน Mobile ของ Android คือ Voice Searches ด้วยงานวิจัยจาก Ahrefs พบว่ามากกว่า 64% ของการ Search ใช้คำตั้งแต่ 4 คำขึ้นไป ส่วนหนึ่งที่การค้นหามีความละเอียดมากขึ้น ก็เพราะคนต้องการได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับคำตอบทันที

Search Engine พัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ
Search Engine ในที่นี้ ขอพูดถึง Google เป็นหลัก เพราะแค่ค้นหาข้อมูล รูปภาพ และ YouTube ก็ครองสัดส่วนถึง 90% ของการ Search ทั้งหมด ในยุคเริ่มต้นทุกคนรู้จักแค่ Keyword เป็นหลัก หัวข้อของคอนเทนต์ต้องมี Keyword ในคอนเทนต์ต้องมี Keyword อยู่เยอะๆ
แต่ปัจจุบัน Algorithm ของ Google เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากๆ ไม่ใช่แค่สร้าง Keyword เท่านั้น แต่คอนเทนต์ข้างในก็ต้องมีความเกี่ยวข้อง เว็บไซต์โดยรวมก็ต้องเกี่ยวข้องด้วย
ตัวอย่างของ Topics และ Keywords จาก Hubspot.com
จะเห็นได้ว่าเว็บไซต์แต่ละเว็บ ต้องมีหัวข้อที่ตัวเองพูด หรือขอบเขตของคอนเทนต์ ต่อให้เป็นเว็บไซต์ข่าว ก็ยังต้องมีแบ่งหมวดหมู่ว่าเป็น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวกีฬา อะไรก็ว่าไป

อย่างในตัวอย่างจะเห็นว่าหัวข้อมี “”Home Gym ยิมที่บ้าน” ฉะนั้น Keyword ที่คุณควรมองไม่ใช่แค่คำว่า Home Gym เพราะทุกคนใช้ไปหมดแล้ว คุณควรลงลึกไปกว่านั้น เช่น ไอเดียในการสร้างยิมที่บ้าน หรือ 5 ตัวอย่าง ยิมราคาประหยัดที่บ้าน เป็นต้น
ฉะนั้นสำหรับนักการตลาดที่อยากให้เว็บไซต์ มีการเข้าถึงได้เต็มประสิทธิภาพ ควรนึกกถึงโครงสร้างนี้ไว้ และสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยากจะเป็น

ที่มา : Hubspot
