Marketing Everything/รวิศ หาญอุตสาหะ

หากพูดถึงคำยอดฮิตในปี 2020 เราก็คงจะนึกถึงคำว่า ‘ทำงานจากที่บ้าน’ หรือ ‘ทำงานจากทางไกล’

แต่พอเข้าปี 2021 คำที่จะมาแทนที่การทำงานจากที่บ้าน คงจะเป็นคำว่า ‘การทำงานแบบไฮบริด’ นั่นเองครับ

มีผู้บริหารและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการองค์กรหลายคนเชื่อว่า ‘Hybrid Workforce’ จะเป็นรูปแบบการทำงานในอนาคตของเราทุกคน จากการสำรวจของ Gartner ในปี 2020 มีผู้บริหารองค์กรกว่า 82% เผยว่าพวกเขานั้นจะให้พนักงานบางส่วนทำงานจากทางไกลและบางส่วนทำงานแบบ On-site และจากข้อมูลของ Google Trend ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม มีการเสิร์ชคำว่า ‘Hybrid Work’ เพิ่มมากขึ้นถึง 4 เท่ากันเลยทีเดียว

ในปีที่ผ่านมา ผู้นำองค์กรอาจจะเคยมีประสบการณ์การบริหารการทำงานในรูปแบบ Work from Home กันมาแล้วใช่ไหมล่ะครับ แต่แน่นอนว่าการบริหารองค์กรในรูปแบบไฮบริดที่เรากำลังจะเจอกันนั้นมีความซับซ้อนมากกว่า

ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ที่ผู้นำองค์กรจะต้องหาวิธีและวางแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อมีทั้งพนักงานที่ต้องทำงานจากที่บ้านและพนักงานที่ต้องทำงานในออฟฟิศ เพราะถ้าหากมีการวางแผนที่ไม่ดี ก็อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรเสื่อมลงได้ครับ

ทำให้เราจะต้องรู้ทันกันก่อนว่ามีหลุมพรางอะไรที่ผู้นำองค์กรต้องรู้ ก่อนวางรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด

หลุมพรางที่ 1: ไม่ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกัน

วัฒนธรรมองค์กรก็เป็นสิ่งที่เกิดจากหลาย ๆ มิติของทั้งองค์กรมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะผู้นำ การจ้างงาน สภาพแวดล้อมการทำงาน คุณค่าขององค์กร และความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน

แต่การทำงานในรูปแบบไฮบริดอาจส่งผลให้เกิดการตัดขาดหรือการห่างหายทางความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานในองค์กร ทำให้การมีชุดความเชื่อ เป้าหมาย คุณค่าที่ตรงกันและความสัมพันธ์ที่แนบแน่นทั้งองค์กรจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

หัวหน้าองค์กรควรที่จะโฟกัสไปที่การสร้างความยุติธรรมและการสร้างความไว้วางใจกับพนักงาน เพราะพนักงานที่ทำงานจากทางไกลก็ต้องการความมั่นใจว่าพวกเขาจะได้โอกาสที่เทียมกับพนักงานที่ทำงานที่ออฟฟิศ ในขณะที่พนักงานที่ทำงานแบบ On-site ก็ต้องการความมั่นใจว่าพนักงานที่ทำงานจากทางไกลจะได้ความไว้เนื้อเชื่อใจเท่ากัน

ทำให้เป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรจะต้องสร้างกิจกรรมและช่องทางการสื่อสารที่ช่วยเสริมสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างพนักงานที่ทำงานจากสองที่

หลุมพรางที่ 2: วางแผนโดยไม่มองภาพความเป็นจริง

เวลาที่จะวางแผนการทำงาน ส่วนมากผู้นำองค์กรมักจะคำนึงถึงสองสิ่งเท่านั้น หนึ่ง คือ ควรมีพนักงานกี่เปอร์เซ็นต์ที่ทำงานจากที่บ้าน และพนักงานกี่เปอร์เซ็นต์ที่ทำงานจากที่ออฟฟิศ และสอง ในอาทิตย์หนึ่งควรมีกี่วันที่พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้

แต่นอกเหนือจากสองสิ่งนี้แล้ว สิ่งที่ผู้นำควรนำมาพิจารณาด้วยคือการแบ่งรูปแบบการทำงานตามบริบทที่เป็นไปตามความเป็นจริง แบ่งว่าทีมไหนจำเป็นที่จะต้องเข้าไปทำงานในออฟฟิศหรือทีมไหนสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ไม่ใช่แค่แบ่งตามเปอร์เซ็นต์สัดส่วนแล้วจบ แต่ต้องดูความต้องการของรูปแบบงานด้วยเช่นกันครับ

หลุมพรางที่ 3: วางแผนการทำงานโดยใช้ดาต้าแบบไม่ถี่ถ้วน

ในการที่จะวัดว่าพนักงานจะทำงานด้วยประสิทธิภาพที่ดีที่สุดด้วยวิธีใด จากที่ไหน และเวลาใด ในสมัยนี้หลาย ๆ องค์กรก็จะนำดาต้าเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย

ภายใต้การทำงานแบบไฮบริด องค์กรก็มักจะใช้เครื่องมือ Employee Analytics หรือ HR Analytics เพื่อตรวจสอบดูแลพนักงาน ดูประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ดูระยะเวลาการทำงาน และดูเรื่องการจัดการโปรเจกต์ต่าง ๆ

แต่ในองค์กรแบบไฮบริด การนำข้อมูลจากเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ต้องมีการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนมาก ๆ และการดูแค่ดาต้าอย่างเดียวก็อาจจะไม่พอ แต่ต้องแบ่งแยกดาต้าเหล่านั้นออกมาพิจารณาบนพื้นฐานของสถานที่ทำงานของพนักงานแต่ละกลุ่มแต่ละคนอีกด้วยครับ

ยิ่งไปกว่านั้น บางองค์กรนั้นถึงกับไม่ให้พนักงานที่เข้ามาทำงานในออฟฟิศใช้เครื่องมือเหล่านี้ เพราะคิดว่าพวกเขาอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ประเมินพวกเขาจากแค่เท่านี้ก็ได้

แต่ความเป็นจริงแล้ว หากต้องการประเมินภาพรวมการทำงานทั้งองค์กร จะต้องให้พนักงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านหรือที่ออฟฟิศใช้เครื่องมือเหล่านี้เหมือน ๆ กัน เพื่อที่องค์กรจะสามารถวางแผนและปรับรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

หลุมพรางที่ 4: ยึดติดกับโครงสร้างการทำงานแบบไฮบริดมากเกินไป

หลาย ๆ คนมักจะมีคำถามว่า การมีโครงสร้างแบบไฮบริด แบบไหนที่เรียกว่าเพอร์เฟกต์ จะต้องกำหนดชัดเจนว่า จะต้องมีสองวันที่เข้าออฟฟิศ สามวันที่ทำงานอยู่บ้านหรือไม่ หรือครึ่งหนึ่งของพนักงานจะต้องอยู่บ้าน และอีกครึ่งหนึ่งต้องมาทำงานที่ออฟฟิศ

คำตอบก็คือ มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแบบเป๊ะ ๆ ว่าแบบไหนจะเรียกว่าเพอร์เฟกต์ที่สุด

เพราะอย่าลืมว่าการทำงานแบบไฮบริด หัวใจหลักของมันคือการไหลลื่นและปรับเปลี่ยนได้ง่าย เพื่อที่จะหารูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับพนักงานในองค์กรมากที่สุด เพราะจากสถานการณ์ที่เราทุกคนผ่านมาด้วยกัน เราก็คงได้รู้แล้วว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว นั้นสำคัญกว่าความเพอร์เฟกต์ว่าพนักงานจะต้องทำแบบนั้นแบบนี้ตามแบบแผนที่วางไว้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ในตอนนี้ ‘การทำงานแบบไฮบริด’ ก็เริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้นในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยถ้าสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มดีขึ้น และอยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว เชื่อว่าหลาย ๆ องค์กรก็คงจะเริ่มปรับการทำงานมาเป็นแบบไฮบริดมากขึ้น สำหรับหัวหน้าองค์กรท่านใดที่มีแผนจะปรับเปลี่ยนการทำงาน ก็สามารถนำทั้ง 4 ข้อนี้ไปพิจารณาในการวางแผนโครงสร้างการทำงานองค์กรแบบไฮบริดได้ครับ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน