Real Estate Real Marketing/ศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล witawat@tbs.tu.ac.th

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิค 19 ในปี 63  สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองใหญ่ ก็เริ่มเปลี่ยนจากเดิม ที่อาคารชุดเป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมมาเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น จากข้อมูลสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ และปริมณฑล ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (เผยแพร่ เมื่่อ 19 พค. 64) สรุปได้ว่าในปี 2561 สัดส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัย (New Supply) ประเภทอาคารชุดต่อที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ร้อยละ 64 ในปี 2562 ร้อยละ 56 ส่วนในปี 2563 ลดลงไปเหลือเพียงร้อยละ 45 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีที่มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบมากกว่าอาคารชุด

พฤติกรรมในยุค New Normal ของคนในเมืองใหญ่ดูจะเหมาะกับที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบมากขึ้น ทั้งจากการ work from home ที่สมาชิกในครอบครัวต้องการพื้นที่ส่วนตัว ในการทำงานและเรียนออนไลน์ การอยู่ที่บ้านทั้งครอบครัว เปลี่ยนจากการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านมาเป็นการสั่งอาหารแบบส่งถึงบ้าน และการทำอาหารเอง ความกังวลใจเกี่ยวกับการอยู่ในที่ที่มีคนจำนวนมากอยู่ด้วยกันอย่างหนาแน่น และต้องมีการสัมผัสอุปกรณ์ หรือใช้ของสาธารณะร่วมกันเช่น ลิฟต์

ผมเองก็อยู่ในช่วงที่สนใจจะเปลี่ยนที่อยู่อาศัยใหม่ ประกอบกับมีบริษัทที่ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่รับงานสำรวจโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้กับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ในเขตปริมณฑล ผมก็เลยเข้าไปช่วยสำรวจข้อมูลของโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบหลายโครงการ ในเขตปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ ตอนเหนือ การลงภาคสนาม ด้วยการลงไปคุยกับพนักงานขาย ชมโครงการ อ่านรีวิวและชมคลิปวิดีโอจากสื่อออนไลน์ รวมถึงการใช้ภาพ แผนที่จาก Google Map และ Google Earth ทำการสำรวจ ทำให้เห็นกลยุทธ์การตลาดของที่อยู่อาศัยแนวราบที่น่าสนใจ บางกลยุทธ์ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมที่เคยทำกันมาก่อน  แต่หลายกลยุทธ์ก็เปิดมุมมองใหม่ให้ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของวิธีการทำการตลาดและการขายของผู้ประกอบการ ก็เลยถือโอกาสนำมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านครับ

กลยุทธ์ด้านการเลือกทำเลและแปลงที่ดิน

จากการที่รถไฟฟ้ามีการขยายเส้นทางออกไปในพื้นที่ชานเมืองและปริมณฑลกรุงเทพฯมากขึ้น การเลือกทำเลของที่อยู่อาศัยแนวราบในปัจจุบัน จึงให้ความสำคัญกับสถานีรถไฟฟ้ามากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่ว่าจะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าได้สะดวกแบบทำเลอาคารชุด แค่ในรัศมีไม่กี่กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้าที่ขับรถหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ ภายใน 5-10 นาที ก็ดูจะเป็นจุดขายที่น่าสนใจสำหรับที่อยู่อาศัยแนวราบชานเมือง ซึ่งในอดีตจะหาแปลงที่ดินชานเมืองที่ใกล้รถไฟฟ้าได้ยากแต่ปัจจุบันมีแปลงที่ดินในลักษณะนี้อยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนการเลือกแปลงที่ดิน ที่ใกล้กับศูนย์การค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ โรงเรียน โรงพยาบาล หรือใกล้ทางขึ้นลงทางด่วน และมอเตอร์เวย์ นั้นเป็นเรื่องปกติ ที่ทำกันมาตั้งแต่อดีตอยู่แล้ว

ลักษณะแปลงที่ดินในการพัฒนาโครงการ ผมจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

1. แบบเหมาซอย กลยุทธ์ในการเลือกแปลงที่ดินในลักษณะนี้ผู้ประกอบการนิยมซื้อที่ดินแปลงใหญ่ โดยอาจมีขนาดที่ดินเกินกว่า 100 ไร่ แปลงที่ดินลักษณะนี้ผู้ประกอบการจะซื้อส่วนที่ติดกับถนนหลักเพื่อเปิดหน้าที่ดินแล้วทำเป็นถนนซอยเข้าไปในที่ดินแปลงใหญ่ที่อยู่ด้านใน หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการสร้างถนนซอยของตัวเอง เนื่องจากที่ดินมีขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการนิยมพัฒนาหลายโครงการหลายแบรนด์ ที่มุ่งจับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน โดยแต่ละโครงการมีทางเข้าออกของตัวเอง และยื่นขออนุญาตจัดสรรแยกกัน  โดยถนนซอยจดเป็นภาระจำยอมให้ทุกโครงการภายในซอยเข้ามาใช้ได้ เช่น แปลงที่ดินของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริเวณทางลงทางด่วนด่านบางพูน ปทุมธานี ที่ตัดถนนซอยของตนเองเชื่อม ถนนรังสิต-ปทุมธานี (ถนน 346) เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร โดยในซอยดังกล่าว บริษัทพัฒนาโครงการสิริเพลส ที่เป็นทาวน์เฮาส์ราคา 2-3 ล้าน สราญสิริ ที่เป็นบ้านเดี่ยวระดับ 5.5-12 ล้าน และกำลังจะเปิดโครงการอณาสิริ ที่น่าจะเป็นบ้านแฝดและทาวน์เฮาส์ และยังมีแปลงที่ดินในซอยด้านใกล้ถนนที่สำรองไว้สำหรับขึ้นโครงการในอนาคตได้อีก

แปลงที่ดินที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ หลายร้อยไร่ ผู้ประกอบการอาจแบ่งแปลงที่ดินบางส่วนขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น โดยใช้ถนนซอยร่วมกัน เช่น ถนนหอการค้าไทย ที่เชื่อมระหว่างถนนชัยพฤกษ์กับถนนสะพานนนทบุรี-บางบัวทอง (ถนนสาย 345) ที่บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนา แล้วตัดขายที่ดินบางส่วนให้กับบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแยกโครงการกันไป โดยใช้ถนนซอยเดียวกัน

2. ที่ดินแปลงเล็กทำเลเด่น ที่อยู่อาศัยแนวราบใกล้สถานีรถไฟฟ้า และอยู่ในย่านตัวเมืองที่มีความเจริญอยู่แล้วเป็นทำเลที่ได้รับความสนใจ เช่น บนถนนลาดพร้าว ถนนวิภาวดีรังสิต โดยประเภทที่ได้รับความนิยม ได้แก่ โฮมทาวน์ 3-4 ชั้น แต่เนื่องจากแปลงที่ดินในเมืองจะหาที่ดินขนาดใหญ่ได้ค่อนข้างยาก การพัฒนาโครงการส่วนใหญ่จึงมีจำนวนหน่วยต่ำกว่า 100 บางโครงการอาจมีแปลงที่ดินให้พัฒนาแล้วน้อยกว่า 20 หน่วย แต่ราคาต่อหน่วยสูงระดับ 10-40 ล้านขึ้นไป เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการพัฒนาโครงการยุค New Normal

ในอดีตการพัฒนาโครงการขนาดเล็กในที่ดินที่มีศักยภาพแบบนี้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ไม่ค่อยนิยมทำกัน เนื่องจากโครงการมีขนาดเล็กเกิน ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่จึงไม่ค่อยสนใจ เนื่องจากกำไรแต่ละโครงการน้อยกว่าพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ จึงเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายย่อยเห็นช่องว่างให้เข้ามาพัฒนาโครงการในทำเลลักษณะดังกล่าว แต่ในยุคนี้เมื่อตลาดอาคารชุดหดตัวลง โครงการแนวราบในทำเลเมือง จึงเข้ามาทดแทนและดึงดูดผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบรนด์ใหญ่ เช่น บริษัท เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) เข้ามาในตลาดนี้  ซึ่งในทำเลลักษณะนี้ผู้ประกอบการรายกลางถึงรายเล็กยังคงเป็นผู้เล่นหลักอยู่

3. เลือกตามระดับแบรนด์โครงการ เป็นกำหนดคุณสมบัติที่ดิน ทั้งขนาดแปลง ทำเล และราคา ที่เหมาะกับแต่ละแบรนด์โครงการ วิธีการเลือกแปลงที่ดินลักษณะนี้เป็นวิธีการที่ทำกันมาตั้งแต่อดีต ผู้ประกอบการแต่ละบริษัท จะมีแบรนด์ของโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่หลากหลายแบ่งระดับกันตั้งแต่ สูง ถึง ต่ำ แต่ละแบรนด์ก็มีการกำหนดคุณลักษณะของแปลงที่ดินและราคาที่เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นแบรนด์ระดับบน จะเลือกแปลงที่ดินริมถนนใหญ่ หน้าที่ดินติดถนนต้องกว้างพอจะทำซุ้มประตูแยกทางเข้าและทางออกคนละช่องได้ ถ้าเป็นแบรนด์ระดับรองลงมาก็จะอยู่บนถนนซอย โดยแบรนด์ในแต่ละระดับจะมีช่วงราคาที่ดินที่เหมาะสม และขนาดแปลงที่ดินที่เหมาะสม โดยกำหนดเป็นแนวทางในการจัดหาที่ดินทั้งในด้านคุณสมบัติและระดับราคา วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันมายาวนาน และก็ยังใช้กันอยู่ตั้งแต่ยุคก่อนโควิดจนถึงปัจจุบัน

สโมสรและสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ

แนวทางการพัฒนาสโมสรและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการเพื่อใช้เป็นจุดขาย มีแนวทางในการพัฒนาที่พอจำแนกได้ดังนี้

1. สร้างสโมสร แยกแต่ละโครงการ แยกกันเด็ดขาด ถึงแม้ในซอยเดียวกัน จะมีโครงการของบริษัทอยู่หลายโครงการ แต่ละโครงการจะมีสโมสรและสิ่งอำนวยความสะดวกของตัวเอง การดำเนินการในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะทำการโอนสโมสรและสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดูแลหลังปิดโครงการ

แนวทางการพัฒนาสโมสรแบบแยกโครงการ เท่าที่ผมสังเกต ก็พอจะแยกได้อีก 2 แนวทาง แนวทางแรก ทำสโมสรขนาดเล็ก สิ่งอำนวยความสะดวกในสโมสร เช่น สระว่ายน้ำ ก็ทำแบบแค่พอเล่นน้ำคลายร้อนได้ แต่ไม่ยาวพอจะว่ายออกกำลังกายได้จริงจัง ส่วนใหญ่จะใช้แนวนี้กับโครงการที่มีหน่วยขายน้อย เช่น ต่ำกว่า 150 หลัง เนื่องจากมีจำนวนตัวหารของจำนวนหลังในโครงการในการมารับต้นทุนเฉลี่ยของสโมสรน้อย แนวทางนี้จะเกิดภาระการดูแลหลังโอน น้อยลงตามขนาดสโมสร  หรืออาจใช้กับโครงการที่มีราคาต่อหน่วยสูง มีพื้นที่ดินต่อแปลงขนาดใหญ่ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสโมสรมาก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ออกมาใช้สโมสร แต่สร้างห้องออกกำลังกาย หรือสระว่ายน้ำส่วนตัวในพื้นที่บ้าน โครงการที่ใช้แนวทางนี้จะเน้นที่ตัวบ้านเป็นจุดขายมากกว่าตัวสโมสร

แนวทางที่สอง ทางโครงการจะเน้นที่การออกแบบสโมสร และสิ่งอำนวยความสะดวกให้หรู ดูดีแบบรีสอร์ต และใช้เป็นจุดขายสำคัญของโครงการ โครงการแนวราบของแสนสิริ เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้แนวคิดนี้

2. ใช้สโมสรร่วมกันหลายโครงการ เนื่องจากบางทำเลผู้ประกอบการพัฒนาโครงการหลายแบรนด์ในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกัน เช่น ในซอยเดียวกันหรือเป็นซอยส่วนตัวของบริษัท การพัฒนาสโมสรจะทำเป็นสโมสรขนาดใหญ่ ให้ลูกบ้านทุกโครงการของบริษัทในบริเวณนั้นมาใช้ร่วมกัน โดยบริษัทเป็นเจ้าของสโมสรและบริหารเอง โดยหลังโอนแล้วจะมีการเก็บค่าสมาชิกกับลูกบ้านที่เข้ามาใช้สโมสร วิธีนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อเดือน ของลูกบ้านไม่สูงมาก ลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการสโมสรก็ไม่ต้องจ่ายในส่วนนี้ อีกทั้งสโมสรจะมีขนาดใหญ่มีความหลากหลายของอุปกรณ์และบริการ เช่น อาจมีร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ในบริเวณสโมสร แนวคิดลักษณะนี้ บริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) นิยมใช้ ทั้งกับโครงการบนถนนหอการค้าไทย และย่านบางพูน ปทุมธานี เป็นต้น

3. ไม่มีสโมสร เป็นแนวทางที่ใช้กับโครงการขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโฮมทาวน์ในเมือง เน้นที่ทำเลและตัวบ้าน โดยส่วนใหญ่จะมีเพียงป้อม รปภ. และสวนขนาดเล็ก

การกำหนดที่ตั้งสโมสร แต่ละโครงการก็เป็นแนวทางการพัฒนาที่น่าสนใจ ซึ่งพอจำแนกออกมาได้เป็นสองแนวทาง แนวทางแรก วางสโมสรไว้ด้านในหมู่บ้าน วิธีนี้ทำให้ลูกบ้านในโครงการเดินทางมาใช้พื้นที่สโมสรได้ค่อนข้างสะดวก และยังสามารถวางตำแหน่ง แปลงที่ดินบริเวณรอบสโมสรได้อีกหลายแปลง ทำให้เกิดทำเลแปลงที่ดินเด่นที่ขายง่าย เมื่อมีการใช้งานจริง แล้วลูกบ้านต้องการใช้สโมสรเป็นพื้นที่ทำกิจกรรม ที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เช่น ให้ครูเข้ามาสอนพิเศษลูกที่สโมสร หรือการสอนว่ายน้ำ หรือใช้เป็นพื้นที่รับแขก ก็อาจทำให้มีบุคคลภายนอกต้องผ่านเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อมาใช้สโมสร ทำให้ลดความเป็นส่วนตัวของลูกบ้าน

อีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งหมู่บ้านยุคใหม่นิยม คือวางสโมสรไว้ในตำแหน่งหลังประตูหลักของโครงการ เมื่อผ่านป้อมยามก็จะพบสโมสร บางโครงการอาจทำเป็นประตูทางเข้าสองชั้น เมื่อผ่านประตูโครงการชั้นแรกจะเป็นบริเวณที่ตั้งของสโมสร เมื่อเลยสโมสรจะมีประตูอีกหนึ่งชั้น จึงจะเข้าโซนที่พักอาศัย การตั้งสโมสรไว้ด้านหน้าโครงการ อาจทำให้ลูกบ้านที่อยู่ด้านในโครงการออกมาใช้งานไม่ค่อยสะดวก แต่ก็ช่วยทำให้บริเวณทางเข้าโครงการดูสวยงาม และยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวในโซนพักอาศัย โดยผู้อยู่อาศัยสามารถใช้พื้นที่สโมสรนัดหมายเพื่อทำกิจกรรมกับบุคคลภายนอกหรือรับแขก โดยบุคคลภายนอกไม่ต้องเข้ามาในพื้นที่ด้านในของโครงการ

กลยุทธ์ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ (Product mix strategies) และกลยุทธ์แนวระดับราคา (Price Lining Strategies)

กลยุทธ์ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยแนวราบยุคนี้ก็คล้ายกับกลยุทธ์ที่ใช้กับอาคารชุด โดยผู้ประกอบการใช้แบรนด์ที่แตกต่างกันแยกตลาดลูกค้าตามระดับราคา เช่น แบรนด์บ้านเดี่ยวระดับกลางของแสนสิริ คือสราญสิริและบุราสิริ ระดับราคาจะอยู่ประมาณ 5-12 ล้าน สูงขึ้นไปอีกระดับก็จะใช้แบรนด์เศรษฐสิริ ที่ระดับราคาประมาณ 10 ถึง 20 ล้าน แบรนด์ที่สูงกว่าเศรษฐสิริ ก็จะเป็นนาราสิริ  ที่ระดับราคา 20-40 ล้านในแต่ละโครงการก็จะมีแบบบ้านหลายแบบพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่เล็ก กลาง จนถึง ใหญ่ ตามระดับราคา แบบบ้านขนาดใหญ่ของบุราสิริก็จะไปซ้อนทับกับแบบบ้านขนาดเริ่มต้นของเศรษฐสิริ  กลยุทธ์แบบนี้ก็คล้ายกับค่ายรถยนต์ เช่น  Toyota Altis  รุ่นที่ราคาสูงสุดก็จะไปซ้อนทับกับรุ่นราคาเริ่มต้นของ Camry กลยุทธ์แบบนี้ในทางการตลาดเราเรียกว่ากลยุทธ์แนวระดับราคา  (Price Lining S  trategies) ส่วนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ในหนึ่งโครงการมีแบบบ้านให้เลือกประมาณ 4-6 แบบ ระดับราคาแตกต่างกัน ตามขนาดของแบบบ้าน ในทางการตลาดเรียกว่ากลยุทธ์ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ภายในโครงการ ส่วนการที่ในบริษัทเดียวกันมีหลายแบรนด์ที่มีแบบบ้านที่แตกต่างกัน เลือกใช้คุณภาพหรือเกรดของวัสดุที่แตกต่างกันตามระดับราคา ทางการตลาดเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ของทางบริษัท

อสังหาริมทรัพย์ไม่เหมือนกับธุรกิจรถยนต์ทีเดียว เพราะโครงการแบรนด์เดียวกันแตกต่างทำเลกันก็ทดแทนกันไม่ได้ เนื่องจากลูกค้าให้ความสำคัญกับทำเลมากกว่าแบรนด์โครงการ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงนิยมทำการแบ่งโซน เช่น ในจังหวัดปทุมธานี ไม่ว่าจะเป็นทำเลเดียวกัน หรือทำเลละแวกใกล้เคียงกัน จะมีโครงการขึ้นหลายโครงการ และหลายแบรนด์ โดยพยายามเลี่ยงที่จะเปิดโครงการใหม่ที่ใช้แบรนด์เดียวกันในทำเลใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันกันทางตรง การใช้แบรนด์ที่แตกต่างกัน ระดับราคาที่แตกต่างกัน ทำให้แต่ละแบรนด์ลดปัญหาการแย่งลูกค้ากันเอง ถึงแม้จะมีบ้านใน 2 โครงการที่แบรนด์ต่างกัน ทำเลใกล้กัน และขายในระดับราคาใกล้เคียงกันอยู่บ้าง เช่น ลูกค้าที่มีงบประมาณในการซื้อบ้าน 10-12 ล้าน ถ้าเลือกจะอยู่ในโครงการบุราสิริ ก็ได้ทำเลดี เช่น ใกล้สวน ใกล้สโมสร บ้านหลังมุม เนื่องจากถือว่าเป็นหลังที่ราคาค่อนข้างสูง งบประมาณเดียวกัน หรือเพิ่มอีกเล็กน้อยถ้าขยับไปเลือกเศรษฐสิริ ก็จะได้บ้านแบบเล็กสุดในโครงการ ซึ่งทำเลของแปลงในโครงการก็อาจเป็นทำเลทั่ว ๆ ไป แต่ก็จะได้วัสดุที่ดีขึ้น เพื่อนบ้านที่มีระดับสูงกว่า กรณีนี้ผมยกตัวอย่างสำหรับทำเลเดียวกันนะครับ เพราะในทำเลที่แตกต่างกัน ระดับราคาเทียบแต่งค่อนข้างยาก เนื่องจากราคาที่ดินมีความแตกต่างกันด้วย

ทั้งหมดที่เขียนมาเป็นข้อสังเกตที่ผมพบจากการลงไปสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ในช่วงโควิด และผมเชื่อว่าต่อให้จบวิกฤตโควิดตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบก็ยังน่าจะเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอีกหลายปี  ดูจากการขยายตัวของรถไฟฟ้าชานเมือง การทำงานแบบ work from home ที่กลายเป็น New Normal ดูจะเอื้อตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบมากกว่าอาคารชุด ส่วนตลาดอาคารชุดผมคิดว่าต้องรอกลุ่มลูกค้าต่างประเทศกลับเข้ามา ถึงจะช่วยปลุกตลาดอาคารชุดให้เกิดความตื่นตัวได้อีกรอบ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน