กระแสรักสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นในไทย ทำให้ธุรกิจสุขภาพและสถานพยาบาลปรับตัวตอบสนองต่อการดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับการรักษาโรค

รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ของไทยในปี 2565 ที่จะมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมกว่า 14 ล้านคน

ทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

โดยรูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนจากการรักษาโรคและดูแลผู้ป่วยเป็นหลัก ไปสู่การดูแลสุขภาพแบบครบวงจร  Health Tech ได้เข้ามามีบทบาทเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น

อีกทั้งสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ก็เร่งให้เกิดการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้นในการช่วยลดความเสี่ยงและยกระดับการบริการ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ว่าเม็ดเงินการใช้จ่ายสำหรับ Health Tech ในไทยยังน้อยหรืออยู่ที่ราว 300-400 ล้านบาท ในปี 2564

แต่จากสถานการณ์ต่าง ๆ ก็เร่งให้ Health Tech เข้ามามีบทบาทในการบริการสุขภาพ น่าจะหนุนให้ตลาด Health Tech ในไทยมีแนวโน้มเติบโตอีกในระยะข้างหน้า

มูลค่าตลาด Health Tech ในไทยส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ B2B ซึ่งให้บริการผ่านสถานพยาบาลรายใหญ่เป็นหลัก

และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน เช่น ระบบนัดหมายเข้ารับบริการผ่านแอปพลิเคชัน ระบบปรึกษาแพทย์ทางไกล หุ่นยนต์บริการดูแลผู้ป่วย

โดยการลงทุนของภาคธุรกิจใน Health Tech ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่ เนื่องจากมีศักยภาพและความพร้อมในการลงทุน รวมถึงความคุ้มค่าในการใช้งานในระยะยาวมากกว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

ในขณะที่ธุรกิจสุขภาพ SME อาจไม่ได้ลงทุนในระบบ Health Tech ของตนเอง แต่อาศัยการใช้งานแพลตฟอร์มตัวกลางในการเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น เช่น แพลตฟอร์มเชื่อมโยงร้านขายยา ร้านสินค้าสุขภาพในเครือข่าย เพื่อสั่งจ่ายยากรณีที่ผู้ป่วยพบแพทย์ทางไกลได้

ขณะที่การใช้งานรูปแบบ B2C กลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานอายุ 30-39 ปี ที่ใช้งานแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอช เช่น แอปพลิเคชันออกกำลังกาย การตรวจวัดสุขภาพ

ส่วนใหญ่จะเป็นการให้บริการที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการใช้งานที่ผู้บริโภคเลือกใช้

นอกจากนี้ ในช่วงโควิด-19 ได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามการแพร่ระบาด ประเมินอาการเบื้องต้น

รวมถึงลงทะเบียนรับวัคซีน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความคุ้นเคยการใช้งาน Health Tech มากขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เม็ดเงินการใช้จ่ายสำหรับ Health Tech ในไทยปี 2564 จะอยู่ที่ประมาณ 300-400 ล้านบาท

และคาดว่าในระยะ 3 -5 ปีข้างหน้า ตลาด Health Tech ของไทยน่าจะเติบโตได้ในช่วง 10-12% (CAGR)

เป็นผลจากความต้องการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

โดยมูลค่าตลาดส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ B2B ผ่านการให้บริการของสถานพยาบาลและธุรกิจสุขภาพนำโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการลงทุน มีสัดส่วน 65-75% ของมูลค่าตลาดรวม

มากกว่าตลาดแบบ B2C เช่น แอปพลิเคชันสุขภาพบนมือถือ เนื่องจากธุรกิจสามารถเข้าถึงผู้ใช้บริการได้จำนวนมากและมีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยในการลงทุน Health Tech ที่สูงกว่า

ในอีกทางหนึ่ง ก็แสดงถึงโอกาสในการเข้าถึงตลาด B2C สำหรับผู้เล่นระดับรองลงมาทั้งผู้พัฒนาแอปพลิเคชันหรือผู้ให้บริการสุขภาพที่นำ Health Tech มาใช้เป็นจุดขายที่จะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าสำคัญอย่างวัยทำงานที่มีกำลังซื้อ และสนใจทดลองใช้งานเทคโนโลยีใหม่ ๆ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน