หลังจากที่เกิดกระแสวิจารณ์ชุดแข่งกีฬาโอลิมปิกของประเทศไทย ทั้งในแง่ความสวยงาม ที่ดูไม่ทันสมัย ไม่มีเอกลักษณ์ และการใช้งาน ที่ดูไม่เหมาะสม

ล่าสุดในการแข่งขันแบดมินตันหญิงเดี่ยว วันที่ 29 กรกฎาคม ระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย เกิดเหตุการณ์เซอร์ไพรส์สำหรับแฟนกีฬาชาวไทย

เมื่อ ‘เมย์ รัชนก อินทนนท์’ ได้สวมชุดแข่งแขนกุดที่ปราศจากแบรนด์ลงสนาม และสามารถเอาชนะ ตุนจุง จากอินโดนีเซีย ไป 2 เซตรวด

หลังจากจบเกม ก็มาทราบกันทีหลังว่ามีดีลแบบสายฟ้าแลบ ระหว่างสมาคมแบดมินตัน และ Grand Sport ที่อนุญาตให้นักกีฬาใส่เสื้อที่ไม่มีตราของ Grand Sport และเสื้อแขนกุดตัวนี้เป็นของ Yonex ที่โด่งดังด้านแบดมินตันนั่นเอง

เคสนี้เป็นเคสการตลาดที่น่าสนใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่ดราม่า
แต่เป็นโอกาสของ Grand Sport ในการพลิกแบรนด์ให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

 

ยอมรับข้อบกพร่อง ฟังเสียงผู้บริโภค

อันที่จริง Grand Sport จะไม่เปลี่ยนชุดให้เลยก็ได้ เพราะหลังจากมีเสียงวิจารณ์ ทางแบรนด์ได้มีการสอบถามไปยังนักกีฬาแล้วว่า มีปัญหากับชุดรึเปล่า? และคำตอบก็คือ “ไม่มี”

แต่ Grand Sport เลือกที่จะทำมากกว่านั้น คือ การรับฟังความเห็นจากผู้บริโภคในทุกช่องทาง ซึ่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชุดมันใหญ่เกินไป ทำให้น้องเมย์ต้องถกแขนเสื้อขึ้นแทบทุกครั้งเมื่อตีเสร็จ และหากไปเปรียบเทียบก็จะเห็นชัดว่า ชุดแข่งแบดมินตันส่วนใหญ่จะค่อนข้างพอดีตัว และแขนสั้น เพื่อให้นักกีฬาขยับแขนได้สะดวก

เมื่อยอมรับข้อบกพร่อง Grand Sport ก็เดินหน้าต่ออย่างรวดเร็วจนทำให้สามารถจัดหาชุดแข่งทันภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

สาเหตุที่คนไทยไม่ได้ติดลบกับ Grand Sport

ถึงแม้ว่าคนไทยจำนวนมากจะชอบใช้ Adidas Nike และแบรนด์ต่างประเทศ แต่ลึก ๆ แล้วคนไทยก็ยังอยากสนับสนุนแบรนด์ไทย และยังผูกพันกับแบรนด์กีฬาไทยค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น Grand Sport หรือ FBT ขอแค่แบรนด์พัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการกับพวกเขา

แต่ภาพลักษณ์ของ Grand Sport หรือ FBT นั้น ออกไปในทางชุดพละ กางกางวอร์ม มากกว่า ซึ่งต่างจาก Warrix หรือ Ari แบรนด์เกิดใหม่ที่ออกแบบสินค้า วางตัวเองเป็น Sport Fashion ที่ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกโอกาส

ฉะนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่ได้คาดหวังให้ Grand Sport ต้องใช้ดีไซเนอร์ชื่อดัง เส้นใยรีไซเคิลจากขยะพลาสติก หรือมีเทคโนโลยีระดับโลกอะไรขนาดนั้น

คนแค่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง และความพิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการแข่งขันกีฬาระดับโลกที่ 4 ปีมีครั้งเท่านั้นเอง

 

โอกาสของ Grand Sport

จะเรียกว่าโอกาสที่ 2 หรือโอกาสทอง ก็ได้ทั้งนั้น เพราะปัจจุบัน Grand Sport ได้รับคำชมเป็นอย่างมากจากความใจกว้างในครั้งนี้

ตอนนี้ชื่อและตราของ Grand Sport กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง และในการแข่งขันโอลิมปิกที่เหลือ ก็คงไม่มีใครตำหนิในเรื่องความสวยงามของชุดมากเท่าตอนแรก

แต่สิ่งที่แบรนด์ต้องโฟกัสต่อไป คือ การใช้ประโยชน์จากกระแสนี้รีแบรนด์ตัวเองให้กลับมาเป็นแบรนด์กีฬาที่คนอยากได้ และเป็นสินค้าที่คนอยากใส่อีกครั้ง

เพราะหลังจากจบโอลิมปิกในปี 2021 จะมีอีเวนต์สำคัญที่ Grand Sport จะได้เฉิดฉายบนหน้าอกนักกีฬาทีมชาติไทย นั่นก็คือ เอเชียนเกมส์ปี 2022 ซึ่งแข่งในเดือนกันยายน

เท่ากับว่า Grand Sport จะมีเวลาประมาณ 1 ปีเต็ม เพื่อพิสูจน์ให้คนไทยเห็นว่า “Grand Sport มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นตัวแทนของคนไทยไปแข่งขันในเวทีสากล”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน