วันนี้ TTB หรือ ทีเอ็มบีธนชาต ได้กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศเป็นที่เรียบร้อย
หลังจาก ธปท. ประกาศสถานะ “ทีเอ็มบีธนชาต” จัดเข้ากลุ่ม D-SIBs หรือ Domestic Systemically Important Bank เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา
TTB ถือเป็นธนาคารแห่งที่ 6 ในประเทศไทยที่อยู่ในกลุ่ม D-SIBs จากเดิมที่มีอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรี
โดย D-SIBs เป็นมาตรการจัดกลุ่มกำกับดูแลธนาคารขนาดใหญ่ที่เริ่มใช้ในปี 2560 เพื่อมุ่งเน้นกำกับดูแลเชิงป้องกัน ไม่ให้ระบบสถาบันการเงินมีปัญหาเสถียรภาพ
ธนาคารที่เข้ากลุ่ม D-SIBs จะพิจารณาจากขนาด ความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินอื่น ผู้ใช้บริการหลักในระบบการชำระเงิน และจำนวนผู้ฝากเงิน รวมถึงความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
เข้าสู่กลุ่ม D-SIBs ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบในประเทศ มาจากการการรวมกิจการอย่างสมบูรณ์ของ ทีเอ็มบี และธนชาต เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ส่งผลให้ธนาคารมีขนาดสินทรัพย์ ฐานลูกค้า และธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวข้องกับระบบเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในครึ่งปีแรก 2564 TTB มี
สินทรัพย์ 1.75 ล้านล้านบาท
รายได้ 32,743 ล้านบาท
เงินฝากรวม 1.32 ล้านล้านบาท
สินเชื่อรวม 1.36 ล้านล้านบาท
และเมื่อ TTB เข้ากลุ่ม D-SIBs จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดคือ
1. ดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำสูงกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในกลุ่ม D-SIBs
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำที่ 11.0%
ธนาคารในกลุ่ม D-SIBs ต้องดำรงเงินกองทุนที่ 12.0%
ส่วนปัจจุบัน TTB มีการดำรงเงินกองทุนที่ 19.6% ในปัจจุบัน ซึ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของกลุ่มธนาคาร D-SIBs
2. ธนาคารกลุ่ม D-SIBs ต้องส่งรายการเพื่อการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ถี่ขึ้นและเร็วขึ้น เช่น รายงานการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจการเงิน ต้องส่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายเดือนภายในระยะเวลา 45 วันนับจากวันสิ้นเดือน และจัดส่งรายงานที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงภายในของธนาคาร ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทันทีที่มีการร้องขอ
3. การจัดให้มีการประชุมระหว่างคณะกรรมการของธนาคารกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อรายงานผลการตรวจสอบที่สำคัญ
โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าตรวจสอบ ธนาคารกลุ่ม D-SIBs ทุกปีในขณะที่ธนาคารอื่น ความถี่ในการตรวจสอบเป็นไปตามความเสี่ยง
–
