ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นวาระสำคัญของโลก อุตสาหกรรมการบินซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่างต้องเร่งปรับตัวและขับเคลื่อนสู่ “การบินยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม โดยอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยเองก็มีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สายการบิน 8 สาย ในประเทศไทย ได้เริ่มนำเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) มาใช้ผสมกับน้ำมัน Jet A-1 หลังจากร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “การบินยั่งยืน”
สำหรับบางกอกแอร์เวย์สเส้นทางสู่ท้องฟ้าโลว์คาร์บอนจึงเดินหน้าต่อไปอย่างชัดเจน ภายใต้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก

กัปตัน ปฐมภูม สุทธิสมณ์ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการบิน บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เล่าถึงเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืนว่า
“บางกอกแอร์เวย์ส ในฐานะสายการบินสัญชาติไทย ยึดมั่นแนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) ภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ “Leading Aviation with Responsibility, Delivering Services with Sustainability” มุ่งสู่การเป็น “ผู้นำด้านธุรกิจการบินอย่างรับผิดชอบ พร้อมส่งมอบบริการที่ยั่งยืน”
ภายใต้การนำโดย กัปตันเต๋ พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ แนวทางการดำเนินงานพันธกิจความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ บริษัทฯ มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากทุกกระบวนการดำเนินงาน โดยเฉพาะในด้านปฏิบัติการบิน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของอุตสาหกรรมการบินโลกในการบรรลุ Net Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593

SAF – เชื้อเพลิงแห่งอนาคตของการบิน
“SAF คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมการบินยั่งยืน” กัปตัน ปฐมภูม กล่าวถึงความสำคัญของเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดถึง 80% ตลอดวัฏจักรชีวิต เมื่อเทียบกับน้ำมัน Jet A-1
บางกอกแอร์เวย์สได้นำร่องทดลองใช้ SAF เป็นครั้งแรก ในเส้นทางสมุย–กรุงเทพฯ ในเดือนมิถุนายน 2566 ภายใต้แคมเปญ “Low Carbon Skies by Bangkok Airways” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแสดงเจตจำนงด้านความยั่งยืนของสายการบินฯ
ต่อมา ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา สายการบินฯ ได้เริ่มใช้เชื้อเพลิง SAF ในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ในเส้นทางระหว่างประเทศ ที่ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อย่างเป็นทางการ
แม้ในปัจจุบัน SAF จะยังมีราคาสูงกว่าน้ำมัน Jet A-1 ราว 3–4 เท่า แต่เรายังคงมุ่งมั่นเดินหน้า เพราะนี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของโลก ปัจจุบันสายการบินฯ ใช้น้ำมัน SAF ในสัดส่วน 1% ผสมกับน้ำมัน Jet A-1 99% ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ย 128 กิโลกรัมต่อเที่ยวบิน

บินประหยัดพลังงาน ภายใต้ปลอดภัยสูงสุด
นอกเหนือจากการใช้ SAF แล้ว บางกอกแอร์เวย์สยังดำเนินโครงการบริหารจัดการในการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานอย่างมีประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านเทคนิคการบินที่คำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยในปี 2567 สายการบินสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3,663 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ช่วยลดได้อีกกว่า 2,769 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากการวางแผนและติดตามอย่างเป็นระบบในทุกกระบวนการ
“ความปลอดภัยคือหัวใจของการบิน” กัปตันปฐมภูม เน้นย้ำว่า การวางแผนด้านการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานของนักบิน ต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่กระทบต่อความปลอดภัย สายการบินมีระบบติดตามและรายงานผลการใช้เชื้อเพลิงรายบุคคลส่งให้นักบินทุกเดือน เพื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของฝูงบิน (Fleet Average) เปิดโอกาสให้นักบินพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันฝ่ายบริหารนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เป็นสถิติรายเดือน เพื่อประเมินประสิทธิภาพและแนวโน้มของมาตรการโดยรวม ซึ่งกัปตันปฐมภูมเรียกว่า “Continuous Communication” การสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างฝ่ายบริหารและนักบิน ที่ช่วยขับแนวคิด Low Carbon Skies By Bangkok Airways ให้เกิดผลอย่างแท้จริง

ปลูกฝัง Sustainable Mindset สู่วัฒนธรรมองค์กร
“หากเราไม่เริ่มต้นดูแลโลกตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบจะตกไปสู่คนรุ่นหลัง” กัปตัน ปฐมภูม ทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า การปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืน หรือ Sustainable Mindset ให้กับบุคลากรทุกระดับ คือ รากฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการส่งต่อประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจและยั่งยืนให้กับผู้โดยสารทุกคน
“Low Carbon Skies by Bangkok Airways” จึงไม่ใช่แคมเปญด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือภารกิจที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อโลก และเจตนารมณ์ขององค์กรในการบินสู่อนาคตที่ยั่งยืน
