Marketing Everything/รวิศ หาญอุตสาหะ

ในช่วงเวลาตลอดการระบาดที่ผ่านมา เราหลายคนต้องอยู่กับการทำงานแบบ Work From Home สลับกับการไปทำงานที่บริษัทตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา แต่ในช่วงนี้ก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนได้กลับมาทำงานจากที่บ้านกันอีกแล้ว จากสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงขึ้น เชื่อว่า บริษัทก็อยากจะให้พนักงานทุกคนปลอดภัยมากที่สุดจึงได้ออกมาตรการป้องกันเหล่านี้ออกมา

สืบเนื่องจาก Microsoft Work Trend Index: 2021 Annual Report ก็ได้เห็นสัญญาณจากบริษัทต่าง ๆ ในโลก ทั้งในประเทศที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้ว ว่ารูปแบบการทำงานหลังการระบาดโควิด-19 จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่จะมีการสลับสับเปลี่ยนการทำงานที่บ้านและการทำงานที่บริษัท หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘การทำงานแบบไฮบริด’

โดยการทำงานในรูปแบบนี้พนักงานอาจจะเลือกเข้าบริษัท 3 วัน ทำงานจากที่บ้าน 2 วัน แล้วแต่ประเภทของงานและแล้วแต่มาตรการของบริษัท ซึ่งจากการสำรวจ กว่า 73% ของพนักงานต้องการที่จะให้มาตรการการทำงานทางไกลนั้นคงอยู่ต่อไป ทำให้ในปัจจุบันฝ่ายบริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัทต่าง ๆ ก็กำลังเตรียมตัวสำหรับการทำงานแบบไฮบริดนี้แล้ว

แต่ความท้าทายหนึ่งในการทำงานแบบ Work From Home หรือการทำงานแบบไฮบริดคือการที่ผู้นำอาจจะละเลยความต้องการของพนักงาน เนื่องจากไม่ได้เจอกันแบบตัวต่อตัวเช่นเดิม

จากการสำรวจของ Microsoft ก็พบว่าในเวลาที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ พนักงานหลาย ๆ คนก็มีความคาดหวังให้หัวหน้าของพวกเขานั้นมีความเห็นอกเห็นใจกับเรื่องต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน หัวหน้าก็ไม่ได้ใส่ใจความต้องการนี้ของพนักงานสักเท่าไร

เป็นผลมาจากรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้ระยะห่างระหว่างหัวหน้าและพนักงานมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เมื่อไม่ได้เจอกันแบบตัวต่อตัว โอกาสที่จะถามไถ่กับพนักงานว่า ‘ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?’ ก็ลดน้อยลงไปตาม ๆ กัน ไม่ได้มีการทักทายยามเช้าเมื่อเจอหน้ากัน ไม่ได้มีการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ บนโต๊ะอาหาร

ทำให้เรื่องที่พูดคุยกันอาจจะเป็นเรื่องงานซะส่วนใหญ่ ทำให้พนักงานนั้นรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับ ‘การเห็นอกเห็นใจ’ และรู้สึกว่าการทำงานนั้นเป็นเรื่องยาก ทำให้นี่เป็นโจทย์ของหัวหน้าหรือผู้นำองค์กร ที่จะต้องกลับไปแก้ไข และลดระยะห่างระหว่างพวกเขาและพนักงาน

จากหลาย ๆ การศึกษาพบว่าในองค์กรที่พนักงานและผู้นำแสดงความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจซึ่งกันและกันในการสื่อสารระหว่างกัน ผลลัพธ์ขององค์กรจะดีขึ้น เพราะว่าพนักงานจะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น สื่อสารกันได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น ทำให้การทำงานนั้นดีขึ้นไปด้วย

แต่แล้วผู้นำจะสามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจได้อย่างไร?

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างความเห็นอกเห็นใจ เราไม่สามารถไปบอกให้ผู้นำต้องเห็นอกเห็นใจแล้วจะทำได้เลย มันเป็นทักษะที่ต้องค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา สิ่งเหล่านี้มันต้องออกมาจากทัศนคติและความรู้สึกที่แท้จริงของผู้นำด้วย ดังนั้น ลองมาดูวิธีเหล่านี้กันครับว่าเราจะเชื่อมสัมพันธ์และฝึกการมีความเห็นอกเห็นใจได้อย่างไรในวันที่ต้องทำงานห่างกัน

ฝึกการเข้าใจผู้อื่นให้มากขึ้น

ในโลกของการทำงานแบบ Work From Home หรือแบบไฮบริด โอกาสที่เราจะได้พูดคุยกันน้อยลง การอัปเดตสถานะชีวิตต่าง ๆ น้อยลง ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา มันก็มีโอกาสมากที่เราจะคิดไปก่อนโดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ของพนักงานว่าเป็นอย่างไร

ลองนึกตามว่า ถ้ามีพนักงานในทีมทำงานผิดพลาด เราก็อาจจะลองปรับมุมมองของเรา ทำความเข้าใจพนักงานคนนั้นให้มากขึ้นว่าเหตุผลของความผิดพลาดนี้คืออะไร พนักงานคนนั้นงานโหลดหรือไม่ พนักงานคนนั้นต้องรับงานจากคนที่ลามาหรือเปล่า เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปล่อยให้ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นต่อไป แต่เราจะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้น และจะต้องแก้อย่างไร

พูดคุยกับพนักงานให้มากขึ้น

ก่อนการประชุมทีม เราอาจจะเริ่มการพูดคุยด้วยการเช็กอัปกับพนักงานว่าช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างทั้งเรื่องงาน เรื่องสภาพจิตใจ และเรื่องชีวิตทั่วไป ถามไถ่พวกเขาอย่างจริงใจ และทำความเข้าใจสถานการณ์ของพวกเขา ก็จะช่วยให้พนักงานรู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับทีมและการเชื่อมต่อกับหัวหน้ามากขึ้น

อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือการจัด Virtual Party หรือการทำกิจกรรมแบบ Virtual เล็กๆ น้อยๆ ให้พนักงานได้มีพื้นที่พูดคุยกันเองหรือกับหัวหน้านอกเหนือจากเรื่องงาน อาจจะเป็นการสร้างเกมให้พนักงานได้ร่วมเล่นชิงรางวัล หรือการคิดหัวข้อขึ้นมาให้พนักงานได้พูดคุยกัน อย่างเช่นหัวข้อหนังที่อยากแนะนำ ประสบการณ์ที่ประทับใจ หรือจะเป็นเพลงที่ชอบตลอดกาล เป็นต้น ที่ไม่เพียงช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานด้วยกันเอง แต่กระชับความสัมพันธ์กับหัวหน้าด้วยเช่นกัน

ฝึกการใช้หลัก Attraction – Attention – Appreciation

หัวหน้าสามารถฝึกการแสดงความเห็นใจผ่านการกระทำต่าง ๆ โดยการใช้หลัก 3A คือ Attraction ในทุกการปฏิสัมพันธ์กับพนักงานในทีม ลองแสดงถึงพลังเชิงบวกและความกระตือรือร้นให้พวกเขาได้เห็น Attention แสดงว่าเราใส่ใจที่จะรับฟังพวกเขา ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดหรือแสดงความคิดเห็น และตอบรับกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ และสุดท้าย Appreciation แสดงความขอบคุณในสิ่งที่พวกเขาได้ลงแรงลงมือทำให้กับบริษัท

เมื่อต้องห่างกัน แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทีมและหัวหน้าก็มีท่าทีจะลดลงไปตัว และยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มั่นคง พนักงานก็มีความต้องการทางด้านต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการซัปพอร์ตทางจิตใจ ความเข้าอกเข้าใจในสถานการณ์ของพวกเขา รวมถึงการมีสัมพันธ์ที่ดีกับทีมและหัวหน้า เพื่อที่พวกเขาจะยังมีแรงผลักดันและแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีให้กับองค์กร ทำให้สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ผู้นำจะต้องให้ความสนใจเมื่อต้องทำงานแบบ Work From Home และเมื่อต้องดำเนินรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดต่อไปในอนาคต



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน