เป็นเวลาอาทิตย์กว่าแล้วที่เกิดไวรัลของ 2 พส. พระมหาไพรวัลย์ และพระมหาสมปอง สร้างปรากฏการณ์คนดู Live ถึง 200,000 กว่าคนพร้อมกัน

รวมถึงสิ่งที่พระมหาไพรวัลย์ทำนั้นคือพื้นฐานของการตลาดเบื้องต้น ที่หลายแบรนด์อาจจะมองข้าม

วาง Position และกำหนด Target ที่ชัดเจน

สิ่งที่พระมหาไพรวัลย์ ย้ำกับสื่อทุกสำนักตั้งแต่ทำเพจขึ้นมา ก็เพราะต้องการให้ศาสนาเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น เนื่องจากสัมผัสได้ว่าคนรุ่นใหม่ห่างไกลวัด หรือศาสนามากขึ้นทุกที

ฉะนั้นพระมหาไพรวัลย์ จึงเลือกพูดในช่องทาง (Channel) ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากที่สุดนั่นก็คือ Facebook

โดยในตอนแรกก็มีการ Live ทาง Facebook สอนธรรมะทุกอาทิตย์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร เพราะตัวเนื้อหายังไม่ต่างจากฟังพระเทศน์ที่วัดมากนัก

หลังจากนั้นพระมหาไพรวัลย์ก็ปรับรูปแบบคอนเทนต์ให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะถ่าย Vlog กลับวัดคนเดียว ไปเจอลิงที่ลพบุรี พูดในประเด็นสังคม (จนเกิดดราม่าบ่อย ๆ) รวมไปถึงการไป Collab ช่องอื่น ๆ

แต่สิ่งที่ทำให้พระมหาไพรวัลย์เริ่มได้ใจคนรุ่นใหม่จริง ๆ ก็คือ..

 

ใช้ภาษาที่เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Tone of Voice)

ในช่วงต้นถึงกลางปี 2020 พส. มีวิธีการพูดที่ต่างจากปัจจุบันค่อนข้างมาก ไม่ได้มีศัพท์เฉพาะกลุ่ม หัวเราะน้อยมากในแต่ละคลิป แต่สิ่งที่ พส. เรียนรู้จากการอยู่ในโซเชียลมีเดียก็คือ ถ้าอยากสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ก็ต้องใช้ภาษาของคนรุ่นใหม่

โดยภาษาที่พระมหาไพรวัลย์เริ่มนำมาใช้ก็คือ ภาษาของกลุ่ม LGBT ซึ่งจริง ๆ แล้วมีแตกแขนงลงไปอีกหลากหลายมาก แต่ พส. เลือกคำและวลีที่ดัง ๆ ในโซเชียลมาใช้ เช่น แกง แล้ว 1 ไอ้ต้าว จึ้ง นะน้องนะ พส. และอื่น ๆ อีกมาก

รวมถึงการตอบคำถามที่ชวนให้ยิ้มเเละเเสดงให้เห็นถึงไอคิวในการตอบคำถาม อย่างเช่น มีโยมถามว่า “อุ้มหมาตอนใส่บาตรบาปไหม?” พส. ก็ตอบว่า “ถ้าไม่ใส่หมามาด้วยก็ไม่เป็นไร”

ซึ่งการใช้ภาษาเดียวกัน ทำให้คนเริ่มสนใจกับพระมหาไพรวัลย์มากขึ้น เริ่มอยากฟังในสิ่งที่พระต้องการจะพูด เข้าใจในเรื่องยากๆ ที่พระต้องการจะสื่อ และสุดท้ายก็เปิดใจกับศาสนามากยิ่งขึ้น

ซึ่งในช่วงกลางปี 2021 ยอดคนดู ยอดแฟนคลับก็โตในระดับที่ดีขึ้นมาก ๆ

 

ทำแคมเปญจริงจัง

แน่นอนว่าการเชิญพระมหาสมปองมาร่วม Live นั้น ย่อมได้คนดูที่มากขึ้นแน่ ๆ แต่หากขาดการโปรโมตที่ดี ความไวรัลก็คงไม่อลังการเท่านี้

โดยคอนเซ็ปต์ของการ Live ในวันที่ 3 กันยายนนั้นคือการ Battle ระหว่าง 2 พระสงฆ์แห่งวัดสร้อยทอง ซึ่งในตอนเช้าวันที่ 3 ก็มีการเปิดตัว Poster อย่างจริงจังจนสร้างกระแสได้ระดับหนึ่ง และหลังจากนั้นก็มีโปสเตอร์ออกมาอีกหลายสิบเวอร์ชั่น และตอนเย็นก็มีการโหมโรงไปออกรายการกับคุณจอมขวัญเพื่อเรียกน้ำจิ้มอีกด้วย

และถึงแม้ใน Live นั้นแทบจะไม่ได้เกี่ยวกับการ Battle อะไรเลย ออกจะเป็นการพูดคุยเล่นกันด้วยซ้ำ

แต่คนมากกว่า 200,000 คน ก็อิ่มเอมและสัมผัสได้ถึงความตลก ความสนุก และกลับมาสนใจในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าหลังจากที่ 2 พส. โดน กมธ. พุทธศาสนาตักเตือน ให้ลดความสนุกลงเหลือประมาณ 30% และสาระอีก 70% แต่พระมหาสมปองก็ขอต่อรองเป็น 50:50 เพราะถ้าธรรมะไม่สนุก ไม่มีคนฟัง จะไปมีประโยชน์อะไร

ปัจจุบันยอดผู้ติดตามพระมหาไพรวัลย์เพิ่มจาก 1 ล้าน ไป 2 ล้านคน ในเวลาไม่ถึง 10 วัน
Live Facebook มีคนดูสดไม่น้อยกว่า 100,000 คน  และปัจจุบัน พส. ก็ยังคงหาอะไรใหม่ ๆ มาทำใน Live อยู่เสมอ สภาพพพพพ

 

ถ้าย้อนดูดีกรีของทั้ง 2 พส. ก็ต้องว่าไม่เบา พระมหาไพรวัลย์ นั้นจบนักธรรมเอก และเปรียญธรรม 9 ประโยค และกำลังต่อปริญญาเอก สาขาวิชาสันติศึกษา มจร.

ส่วนพระมหาสมปอง เป็นพระนักพูดมีรายการเป็นของตัวเองมากมายทั้ง ‘ธรรมะเดลิเวอรี่’ ‘หลวงพี่มาแล้ว ทางพระสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค และปริญญาเอก

ที่สำคัญทั้ง 2 พส. เป็นพระนักคิด นักสร้างสรรค์ และไม่อยากให้ธรรมะอยู่ไกลกับคน หรือพูดในโทนเสียงที่ไม่มีคนสนใจฟัง

 

อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ที่เพจ Urban Creature ลงไว้ก็ยิ่งน่าสนใจ พส. ไพรวัลย์ ระบุชัดว่า

“พระไตรปิฎกต้องมีค่ามากกว่าเป็นอาหารปลวก หลายวัดล็อกกุญแจจนลืมเปิดทีปลวกกินไปแล้ว เหมือนกับมีธรรมะที่ดีมากอยากจะสื่อกับคนแต่ไม่มีคนฟัง จะไปสื่อกับใครได้

ธรรมะทุกวันนี้มีไว้เทศน์ให้แค่ผีฟัง เช่น บทอภิธรรมเป็นบทเทศน์ที่มีความลึกซึ้งมาก แต่ใช้ที่ไหน ในงานศพ! แล้วจะใช้เพื่ออะไร มีประโยชน์กับคนปัจจุบันไหม

เพราะฉะนั้นธรรมะจะมีประโยชน์เมื่อมีคนฟัง เอามาแทรกเป็นความรู้ให้คนหมู่มากได้ฟัง”




อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน