เมื่อพูดถึงโลกดิจิทัลในทุกวันนี้ ความเท่าเทียมทางเพศในการทำงานถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของเทคโนโลยี บริษัทเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งมีสถิติการจ้างงานสตรีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีในหลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ผลการศึกษาปี 2563 ชี้ว่า ผู้หญิงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมด้านเทคโนโลยีมากกว่าในภูมิภาคอื่น ๆ โดยจำนวนพนักงานหญิงในธุรกิจเทคโนโลยีของ SEA จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก คิดเป็น 32% ของแรงงานในภาคส่วนเทคโนโลยีของภูมิภาค และ 28% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วทั้งโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 42% ซึ่งถือเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะที่หลายบริษัทกำลังเร่งแก้ไขปัญหาด้านความไม่สมดุลในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับการอคติโดยไม่รู้ตัว (Unconscious Bias) แก่พนักงาน การยืนกรานให้มีผู้หญิงอยู่ในรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือก การส่งเสริมสิทธิการลาคลอด และการเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับพนักงานหญิงตัวอย่างบนโซเชียลมีเดีย บริษัท aCommerce ผู้นำด้านการให้บริการแพลตฟอร์มและโซลูชันเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนำทีมโดย คุณเพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา (แคร์) ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศไทย กลับได้ก้าวนำองค์กรแห่งอื่น ๆ ไปหลายขั้น

Marketeer ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหารหญิง คุณเพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา เกี่ยวกับอุปสรรค ประสบการณ์ที่ผ่านมา และเส้นทางการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี

เมื่อถามเกี่ยวกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เธอต้องเผชิญในฐานะซีอีโอของผู้ให้บริการโซลูชันและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เธอกล่าวว่า 

“ในการเริ่มต้นจากการเป็นผู้หญิงอายุน้อยคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องประชุมกับคนอื่น ๆ ที่เป็นผู้ชายกันเสียส่วนใหญ่ คุณจำเป็นต้องมีความมั่นใจที่สูง มีความรอบรู้ และมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลกระทบให้ออกมาในเชิงบวก

ยิ่งไปกว่านั้น คุณจำเป็นจะต้องแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความเป็นไปได้ของแนวคิด แผนกลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติได้จริง และการสร้างความแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ ในท้ายที่สุดแล้ว ผลที่ได้รับจะต้องมีความเป็นรูปธรรม โดยจะต้องสามารถวัดได้เป็นตัวเลข และชี้ถึงระดับประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท 

อย่างไรก็ตาม ฉันโชคดีที่ได้ทำงานในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงและการพลิกผันขนานใหญ่ การตระหนักรู้ถึงความไม่สมดุลในสังคมของเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้ทันความผันแปรนี้ด้วยเช่นกัน บริษัทชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ได้เพียงแต่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเด็กรุ่นใหม่อีกด้วย 

ที่ aCommerce เราเชื่อว่าเราจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ประการหนึ่งก็คือ สิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นไปบนหลักของคุณธรรม ซึ่งมิใช่แค่ต่อสตรี แต่รวมถึงทุกภาคส่วนในสังคม เราเชื่อว่าเรื่องนี้คือส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาบริษัทของเราให้ดีขึ้น เราบุกเบิกรูปแบบการดำเนินงานระหว่างธุรกิจอีคอมเมิร์ซและเทคโนโลยี โดยผนึกรวมเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร

หากเราพูดถึงระดับความหลากหลายของบุคลากรที่ aCommerce ในตอนนี้จะพบว่า 52% ของทีมงานเป็นผู้หญิง โดยสมาชิกในทีม 60% จะมีอายุระหว่าง 25 ถึง 34 ปี และมีความหลากหลายถึง 21 สัญชาติ ตัวเลขเหล่านี้เพียงอย่างเดียวสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรที่มีความหลากหลาย การมีส่วนร่วม การคำนึงถึงหลักคุณธรรม และมิติอื่น ๆ  ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีควรจะเป็นทั้งในตอนนี้และในอนาคต”

เมื่อพูดถึงสิ่งที่ท้าทายที่สุด ที่ผู้นำและผู้ประกอบการหญิงต้องเจอ คุณเพ็ญสิริกล่าวว่า 

“แน่นอนว่าต้องมีความท้าทาย แต่ความท้าทายต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นและถูกควรตลอดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พวกเราได้เห็นผู้หญิงก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับหัวหน้างาน อย่างไรก็ตาม คงยังอีกไกลกว่าจะถึงจุดที่เรียกว่าเท่าเทียม เรายังมีค่านิยมเก่า ๆ ที่ผู้หญิงจะต้องคอยทำงานบ้าน และเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก

คุณเพ็ญสิริเสริมว่า เป็นเรื่องสำคัญที่บริษัทควรจะต้องเข้าใจว่า ความคิดเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง สามีอาจจะทำหน้าที่นั้นแทนก็ได้ และที่สำคัญก็คือ บริษัทจำเป็นต้องช่วยส่งเสริมและทำให้แนวคิดนั้นเป็นจริงด้วยการให้สิทธิลาคลอดทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชายอย่างเพียงพอ”

เมื่อถามถึงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จอย่างที่พวกเธอต้องการในการทำงาน คุณเพ็ญสิริตอบว่า

“เราไม่ได้อยู่ในจุดที่ทุกคนจะมีโอกาสและความรู้ความสามารถที่เท่าเทียมกัน ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้ว เราจำเป็นต้องพยายามให้มากขึ้น และตั้งใจทำงานให้มากกว่าผู้อื่น อย่ากลัวและจงกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คิด หลายครั้งที่คนเรามักเลือกที่มองภาพภายนอก การแสดงออกหรือความฉาบฉวย มากกว่าจะดูที่เนื้องานและความสามารถ แต่ท้ายที่สุดความตั้งใจและผลงานจะเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตน ในระยะยาว และ เลือกสนามที่อยากจะลงแข่ง มองหาสิ่งที่คุณจะสนุกไปกับมัน ทำงานร่วมกับผู้คนและองค์กรที่มีค่านิยมสอดคล้องกับตัวคุณ”

 เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย คุณเพ็ญศิริกล่าวว่า

 “อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเราจะได้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงการระบาดของโควิด-19 แต่นี่นับว่าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เราเห็นการรุดหน้าเข้าสู่อีคอมเมิร์ซของหลายแบรนด์ รวมถึงธุรกิจค้าปลีก ควบคู่ไปกับจำนวนยอดขายออนไลน์ที่คิดเป็น 25 – 30% ของรายได้ทั้งหมด เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประมาณ 5 – 8% ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยสักพักแล้ว แต่การระบาดของโควิด-19 เหมือนเป็นตัวขับให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วมากกว่าเดิมถึง 5 เท่า หรืออาจจะมากกว่านั้น

อีกหนึ่งกระแสที่มาแรงที่สุดที่เรารับรู้ได้ก็คือ การตลาดแบบ Direct-to-Customer (D2C) หลายแบรนด์ทั่วภูมิภาคเร่งสร้างช่องทางให้กับสินค้าของตัวเอง ด้วยการใช้กลยุทธ์นี้ ผู้ค้าจะสามารถควบคุมข้อมูลและจัดการประสบการณ์การซื้อของลูกค้า รวมถึงการเพิ่มอัตราผลกำไรในการสร้างยอดขาย เราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับประเทศอื่นรอบ ๆ เรา แต่ตอนนี้มันกำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย ซึ่งมีผลกระทบสืบเนื่องมาจากช่วงโควิด การที่แบรนด์ต่างต้องปิดให้บริการตลอดช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายแบรนด์หันมาจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

เมื่อประสบความสำเร็จจากการขายออนไลน์แล้ว กลยุทธ์ต่อไปก็คือการเพิ่มยอดขายและพัฒนาจุดเด่นของสินค้าบนโลกออนไลน์ให้มากขึ้น

อีกหนึ่งกระแสที่กำลังมาแรงไม่แพ้กันก็คือ การค้าออนไลน์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านการจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เนื่องจากคนไทยมีความเชื่อใจกันสูง การซื้อขายผ่านแชตจึงเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงบนโซเชียลมีเดียได้ทำให้อุตสาหกรรมประเภทนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด การเพิ่มช่องทางที่หลากหลายจะช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในการมีส่วนร่วม และสามารถซื้อสินค้าโดยตรงได้จากบรรดาอินฟลูเอนเซอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ ผ่านการไลฟ์สดหรือกล่องข้อความ”

เมื่อขอให้ตอบคำถามเกี่ยวกับแนวทางในอนาคตของ aCommerce คุณเพ็ญสิริได้เล่าถึงรายละเอียดบางส่วนให้เราฟังโดยกล่าวว่า

“เรามุ่งหวังที่จะปูทางให้กับบริษัทเทคโนโลยีในอนาคต รวมถึงธุรกิจสตาร์ตอัปเพื่อให้พวกเขาได้ประจักษ์ว่าตลาดของประเทศไทยนั้นเป็นแหล่งลงทุนและประตูสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง ตลอดหลายปีมานี้ ฉันรู้สึกว่า เราได้ก้าวผ่านคำว่าธุรกิจแบบสตาร์ตอัปและเดินหน้าทำธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน ตอนนี้เราเป็นบริษัทที่ดำเนินไปตามหลักปฏิบัติซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายทศวรรษ โดยแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับฉันก็คือ

  1. ยืนหยัดในการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งและการเป็นผู้บุกเบิกแห่งอุตสาหกรรม
  2. การขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน
  3. การพัฒนาระบบ Software-as-a-Service (SaaS) และส่งต่อให้กับแบรนด์ต่าง ๆ”

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับปีนี้ของบริษัท aCommerce ได้พาองค์กรก้าวนำขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการจ้างพนักงานมากกว่า 1,000 คน และให้บริการครอบคลุมไปถึงอีกสี่ประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาขีดความสามารถในการเป็นผู้ริเริ่มด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดเก้าปีที่ผ่านมา aCommerce ได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับจากคู่ค้าของเรามาอย่างต่อเนื่อง และในตอนนี้ เรากำลังสร้างบริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับแนวหน้า รวมถึงมุ่งดำเนินงานโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน