ตัวเลขหลายหลักที่ยืนยันความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั่วโลกตามการจัดอันดับของ Forbes ทำให้เราอิจฉาและใฝ่ฝันถึงการมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ มหาเศรษฐีแทบทุกคนต้องผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย ทั้งชีวิตวัยเด็กที่ไม่สวยหรู โชคชะตาไม่เป็นใจ หรือทางขรุขระช่วงสร้างตัว

มาดูว่า Zhong Shanshan, Masayoshi Son, Seo Jung-Jin และ Terry Gou ผ่านบททดสอบอะไรมาบ้าง กว่าจะได้ขึ้นมาเป็นสี่สุดยอดเจ้าสัวแห่งเอเชียตะวันออก

 

Zong Shanshan : คนงานก่อสร้าง

ฐานะทางบ้านที่ยากลำบาก ช่วงจีนปฏิวัติวัฒนธรรม ทำให้ Zhong Shanshan ต้องพักเรื่องเรียนไว้ชั่วคราวและช่วยหาเงินมาจุนเจือครอบครัวด้วยการอาบเหงื่อต่างน้ำเป็นคนงานก่อสร้าง แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเขาจึงได้กลับไปเรียนต่อ

งานที่เขาใช้เลี้ยงดูตัวเองช่วงแรกๆ คือนักข่าวหนังสือพิมพ์ แต่การเป็นเซลส์บริษัทเครื่องดื่มทำให้เขาพอมีเงินเก็บจนตั้งตัวได้และตั้งแบรนด์น้ำดื่ม Nongfu Spring ขึ้นในปี 1996

ท่ามกลางเข็มนาฬิกาที่หมุนไปและหน้าปฏิทินที่ถูกฉีกออก Nongfu Spring ก็ขยายจากแค่แอ่งน้ำเป็นมหาสมุทร แตกผลิตภัณฑ์ออกมาอีกมากมาย เช่นเครื่องดื่มบำรุงกำลังและน้ำผสมวิตามิน ส่วนน้ำดื่มก็เป็นเบอร์ใหญ่เต็มตัว ด้วยส่วนแบ่ง 2 ใน 3 ตลาดในจีน

นี่ทำให้อดีตคนงานก่อสร้างชื่อ Zhong Shanshan กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีนและในเอเชียตะวันออกด้วยมูลค่าทรัพย์สินเทียบเป็นเงินไทย สูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท

 

Masayoshi Son : เหยื่อพิษเหยียดเชื้อชาติ

แม้เกิดและโตในญี่ปุ่น แต่ Masayoshi Son ก็มีเชื้อสายเกาหลี เพราะครอบครัวอพยพมาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว 3 ชั่วอายุคน นี่ทำให้เขาถูกคนญี่ปุ่นเหยียดเชื้อชาติ ทว่าเขาเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องนี้เป็นแรงผลักดัน

Masayoshi Son หาทางสอบชิงทุนไปเรียนในสหรัฐทั้งยังไม่จบมัธยมปลาย โดยเขาเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “อยากพิสูจน์ตัวเอง และแสดงให้เห็นว่าถ้ามุ่งมั่นมากพอ ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่ามีชาติกำเนิดเป็นอย่างไร”

ปัจจุบันพวกที่เคยสบประมาท เคยเหยียดเชื้อชาติ Masayoshi Son ไว้คงอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เพราะเขาคือ CEO ผู้ก่อตั้ง Softbank บริษัทโทรคมนาคมใหญ่ของญี่ปุ่น และยังเป็นผู้ก่อตั้ง VC ยักษ์ Vision Fund ปั้นบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ มามากมาย ซึ่งหนึ่งในคือ Alibaba

ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้อดีตเด็กเชื้อสายเกาหลีที่ถูกเหยียดเชื้อชาติกชื่อ Masayoshi Son เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ด้วยมูลค่าทรัพย์สินเทียบเป็นเงินไทยได้ 1.5 ล้านล้านบาท

 

Seo Jung-Jin : โชเฟอร์แท็กซี่ที่ส่งตัวเองเรียน

ฐานะการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้ Seo Jung-Jin ต้องขับแท็กซี่ส่งตัวเองเรียน โดยหลังคว้าปริญญาตรีสาขาวิศวอุตสาหกรรมมาได้ และทำงาน Daewoo ค่ายรถใหญ่ของเกาหลีใต้ (ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) ชีวิตก็สามารถลืมตาอ้าปาก

แต่การล้มละลายของ Daewoo จากวิกฤตการเงินเอเชียในปี 2000 ทำให้ Seo Jung-Jin ต้องคิดหนักว่าจะไปทางไหนต่อ ปรากฏว่าเขาเลือกตั้งบริษัทยา Nexol ขึ้นในปีอีก 2 ปีต่อมา แต่อยู่ใน 2 ปี Nexol ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น Celltrion ก็เงินช็อตเพราะการทดสอบยาล้มเหลวถึงขนาดต้องกู้เงินนอกระบบมาประคองบริษัท

ความผิดพลาดครั้งนั้นทำให้ Seo Jung-Jin เดินหมากธุรกิจรอบคอบกว่าเดิม และพา Celltrion ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ โดยพอเกิดวิกฤตโควิดก็ลุยพัฒนาวัคซีนเละเป็นที่ต้องการในเกาหลีใต้อย่างมาก

นี่เองทำอดีตโชเฟอร์แท็กซี่ชื่อ Seo Jung-Jin แซงทายาทกลุ่มธุรกิจใหญ่ (Chaebol) ขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินเทียบเป็นไทยได้ 473,000 ล้านบาท

 

Terry Gou : หนุ่มโรงงาน

หลังจบมัธยม Terry Gou ก็เป็นหนุ่มโรงงานไต้หวันหลายแห่ง ทั้งยางรถยนต์ ไปจนถึงโรงงานยา จนปี 1974 ขณะที่มีอายุ 24 ปีเขาก็นำเงินเก็บที่มีมาเช่าโกดังเพื่อทำโรงงานผลิตปุ่มปิด-เปิดโทรทัศน์ โดยอีก 6 ปีต่อมาหลังเปลี่ยนไปผลิต Joystick ให้ Atari ค่ายเครื่อง Console Game ดังโกดังแห่งนี้ก็เริ่มต้องขยาย และต่อมาจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อ Foxconn

อีกหลายทศวรรษถัดจากนั้น Foxconn ก็เปลี่ยนมุ่งสู่การเป็นโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) เต็มตัว แต่ที่ทำให้ดังจริงๆ คือการคว้าสัญญาเป็นผู้ผลิต iPhone ให้ Apple โดยมีโรงงงานในจีนเป็นฐานผลิตใหญ่ และปัจจุบันยังรุกสู่แวดวงรถ EV อีกด้วย

ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้อดีตหนุ่มโรงงานชื่อ Terry Gou กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของไต้หวันด้วยมูลค่าทรัพย์สินเทียบเป็นเงินไทย 233,000 ล้านบาท / cnbc, forbes, wikipedia

I



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน