เป็นความท้าท้ายของแบรนด์รองอย่าง Mazda ไม่ใช่น้อย เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้ตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยี Skyactiv เป็นถนนหลักในการสร้าง Branding และยอดขาย จนต้องพบเจอ “โค้งหักศอก” ล่าสุดเมื่อภาครัฐ มีนโยบายที่หลากหลายและชัดเจนในการผลักดันให้รถพลังงานไฟฟ้า EV ใหกลายเป็น Mass car บนถนนเมืองไทยอย่างสมบรูณ์แบบ

 

แม้ ณ เวลานี้แผนการณ์ของรัฐบาลยังอยู่ในช่วง “ตั้งไข่” ยังไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่อย่าลืมว่าในช่วงที่ผ่านมา Mazda ได้ลงทุนไปมหาศาลเพื่อให้ลูกค้าคนไทยรู้จักและเชื่อว่าเทคโนโลยี Skyactiv ประหยัดน้ำมัน ขับขี่สนุกด้วยการออกรถรุ่นใหม่ในเทคโนโลยีดังกล่าว อาทิเช่น Mazda CX5 และ CX3 หรือจะเป็น Mazda 3. และ Mazda 2,

 

Mazda ยังสตาร์ทรถ EV ในญี่ปุ่นไม่ติด

 

และไม่ใช่แค่การออกรถรุ่นใหม่ แต่ในช่วงเวลาขับเคลื่อนเทคโนโลยี Skyactiv ต้องบอกว่า Mazda ควักงบการตลาดมหาศาลโดยในปี 2015 ที่ผ่านมาใช้งบการตลาด 810 ล้านบาทและในครึ่งปี 2016 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 404 ล้านบาท จนทำให้ในเวลานี้ Mazda ติดชาร์ตขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ค่ายรถที่ใช้งบการตลาดสูงสุด (ที่มา : บริษัท มีเดีย อินไซต์ จำกัด)

 

และหากรถไฟฟ้า EV เกิดขึ้นจริงเร็วๆ นี้ Mazda คงต้องคิดหนักไม่ใช่น้อยว่าเกมนี้ตัวเองจะไปในทิศทางไหน ? เพราะตัวเองก็เพิ่งลงทุนไปมหาศาลกับเทคโนโลยี Skyactiv

 

“ยอมรับว่า Mazda สนใจไอเดียเรื่องรถไฟฟ้า EV อย่างมาก แต่หากมองในภาพความเป็นจริง แม้รัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนเรื่องนี้ออกมาแต่ก็ยังไม่ชัดเจน ทั้งเรื่องสถานีการชาร์จไฟฟ้าจะเป็นจริงอย่างที่ที่ตั้งเป้าหมาย หรือเรื่องภาษีในการนำเข้าและการผลิตจะลดลงเท่าไร เพราะแน่นอนรถไฟฟ้า EV ในช่วงเริ่มต้นยังไม่ Mass ชิ้นส่วนอะไหล่ในการประกอบรถจะมีราคาสูง”

 

“และในญี่ปุ่นเองแม้รัฐบาลจะสนับสนุนในเรื่องภาษีทั้งในเรื่องอะไหล่และกระบวนการผลิตให้แก่ทุกค่ายรถ แต่ก็ดูไม่ได้มีผลตอบรับที่ดีจากประชากรคนญี่ปุ่นสักเท่าไร” ฮิเดสึเกะ ทาเกสึเอะ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า (ประเทศไทย) จำกัด บอกถึงความท้าท้ายใน Project รถพลังงานไฟฟ้า EV

 

เหตุผลที่ Mazda สามารถอธิบายสภาวะตลาดรถไฟฟ้าญี่ปุ่นได้ชัดเจน นั้นเพราะในช่วงปี 2012 เคยพัฒนารถ Mazda 2 หรือ Demio เวอร์ชั่นขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นโดยทดลองตลาดจำนวน 100 คันที่จะเป็นรูปแบบให้เช่า โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นและลูกค้าองค์กรในเขต Chugoku ทางตะวันตกของญี่ปุ่น

 

โดยเวลานั้น Mazda สามารถทำให้รถไฟฟ้าตัวเองชาร์จไฟหนึ่งครั้งขับได้ไกลถึง 200 กม. และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 120 กม./ชม. โดยการชาร์จไฟจนเต็มแบตเตอรี่ตามปกติใช้เวลา 8 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้การชาร์จแบบเร็วจะเสียเวลาเพียง 40 -50 นาทีซึ่งจะได้กำลังไฟในแบตเตอรี่ราว 80%

 

แม้จะมีข่าวในเวลานั้นว่ามีความเป็นไปได้สูงว่า Mazda จะผลิตรถพลังงานไฟฟ้าคันนี้และรถพลังงานไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ วางขายในญี่ปุ่นปี 2018 แต่เวลานี้กลับไร้ซึ่งข่าวความคืนหน้าของ Project นี้ซึ่งเหตุผลน่าจะเป็นเรื่องของกระแสตอบรับจากการทดลองเช่าไม่ดี

 

“เวลานี้เราบอกได้เพียงว่าขอโฟกัสทำตลาดเทคโนโลยี Skyactiv ทั้งตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศก่อน ส่วนรถพลังงานไฟฟ้าหากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนชัดเจนเป็นรูปธรรม เราคงนำมาพิจารณาอีกครั้ง อย่างละเอียดรอบคอบ”

 

อธิบายง่ายๆ คือ Mazda ยังคงรอประเมินสถานการณ์ว่าควรจะใส่เกียร์เร่งความเร็วในตลาดรถพลังงานไฟฟ้าเมืองไทยเวลาไหน ในขณะที่ปัจจุบันขอโฟกัสให้ความสำคัญในอุตสหกรรมรถยนต์เมืองไทยที่ยังอยู่ในสภาวะ Knock Down มียอดขายตกต่ำต่อเนื่อง 4 ปีติดต่อกัน

 

โดยล่าสุดในครึ่งปีแรก 2016 เมื่อนับเฉพาะในกลุ่มรถยนต์นั่งตลาดรวมมียอดขาย 128,310 คัน ลดลง 12.6% หากเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2015

 

Mazda ขอเบอร์ 3 ในตลาดรถที่นั่งแบบถาวร

 

และอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นช่วง 1 -2 ปีที่ผ่านมา Mazda ออกทั้งรถรุ่นใหม่และใช้งบการตลาดมหาศาลเพื่อเร่งสปีดยอดขายจนได้ถึง 13,500 คันในครึ่งปีแรก 2016 เติบโตถึง 22.9% มีส่วนแบ่งตลาด 10% ขึ้นเป็นอันดับ 3 ในตลาดรถยนต์นั่งในช่วงครึ่งปีแรก

 

“เป้าหมายของ Mazda ต้องการเป็นเบอร์ 3 ในตลาดรถยนต์ที่นั่งในแบบถาวร ก็ต้องยอมรับว่าการจะขึ้นไปเป็นอันดับ 2 ยังเป็นเรื่องยากเพราะส่วนแบ่งตลาดเรายังห่างไกลกับเบอร์ 2 พอสมควร”

 

การสร้างยอดขายเติบโตถึง 22.9% ของ Mazda ต้องบอกว่ามีนัยยะแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ เพราะในช่วง 1 -2 ปีที่ผ่านมากลุ่มรถ SUV สามารถสร้าง “จุดเปลี่ยน” กลายเป็นรถที่นั่งเพียง Segment เดียวที่เติบโตสวนกระแสความตกต่ำในอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทย

 

Mazda เลือกที่จะตามกระแสการเติบโตใน Segment นี้ด้วยการขับเคลื่อนรถ SUV ของตัวเองทั้ง Mazda CX 5 และ CX 3 จนทำให้ในครึ่งปีแรก Mazda สร้างยอดขายรถในกลุ่ม SUV ได้ถึง 4,512 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 160% หากเทียบกับปี 2015 ที่ครึ่งปีแรกขายได้ 1,734 คัน

 

“สิ่งที่ทำให้รถ SUV เติบโตต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นั้นเพราะ SUV ในยุคนี้นอกจากประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม ยังมีการทำรถรุ่นใหม่ๆ มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวขนาดเครื่องยนต์เล็กลงที่มาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

 

เพียงแต่สิ่งที่ Mazda ยังไม่มีนั้นคือการมีรถ SUV ขนาดเล็กเหมือนอย่าง Honda BRV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรที่มีราคาขายเริ่มต้น 750,000 บาท

 

“Mazda จะทำรถ SUV ขนาดเล็กหรือไม่คงเป็นเรื่องของอนาคต เพราเราเพิ่งเปิดตัว Mazda Cx 3 ได้ไม่ถึง 1 ปี ซึ่งเป็นรถ Suv ที่เจาะตลาดกลางราคาเริ่มต้น 835,000 บาท ซึ่งการจะออกรถ SUV ที่เจาะตลาดล่างเราคงต้องประเมินการตั้งราคาไม่ให้ใกล้เคียงกับ Mazda Cx 3 ที่เพิ่งออกมา”

 

ถึงอย่างไรก็ตามแม้ Mazda จะสามารถสร้างปรากฎการณ์ยอดขายเติบโตสวนสภาวะตลาดรถที่ตกต่ำ แต่อย่าลืมว่า Mazda เองก็ปรับเป้าหมายยอดขายทั้งปี 2016 จาก 44,000 คันมาอยู่ที่ 42,000 คัน

 

เพราะทีมผู้บริหาร Mazda รู้ดีว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทยในปีนี้ยังไม่หลุดพ้นยุคแห่งความตกต่ำโดยมีการประเมินว่าภาพรวมตลาดรถยนต์ในปีนี้จะมีมูลค่า 740,000 คัน การปรับยอดขายลดลงมาก็เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่ยังซบเซา

 

 

เบื้องหลัง Mazda ต้องยืมมือ Isuzu ผลิตรถกระบะ”]หากยังจำกันได้ในอดีต Isuzu เองเคยรับหน้าที่เป็นผู้ผลิตรถกระบะให้แก่ Chevrolet ที่เป็นในรูปแบบ Isuzu ผลิตทั้งเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ จากนั้นก็นำไปติดตราแบรนด์ Chevrolet ขายในโชว์รูม (ปัจจุบัน Chevrolet ผลิตกระบะด้วยตัวเอง)

จนมาถึงดีลครั้งใหม่ของ Isuzu ที่ Mazda ตัดสินใจให้ Isuzu ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตรถกระบะให้แก่ตัวเองใน Generation ใหม่ ที่ยังไม่ระบุว่าจะเป็นช่วงเวลาใด เพราะอย่าลืมว่ารถกระบะ BT 50 Pro เพิ่งออกมาสู่ตลาดได้เพียง 2 -3 ปีเท่านั้น

เพราะอย่างที่รู้ Life cycle ของรถกระบะมีอายุ 8 -10 ปี เบื้องหลังที่ Mazda ต้องยืมมือ Isuzu ในการผลิตรถกระบะ นั้นเพราะในโรงงาน ATT ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการร่วมทุนระหว่าง Ford กับ Mazda นั้นมีกำลังการผลิต 270,000 คัน/ปี โดยต้องแบ่งกัน 50/50

ซึ่งนั้นหมายความว่า Mazda จะมีกำลังการผลิตรถอยู่ที่ 135,000 คัน/ปี ทำให้ปัจจุบัน Mazda ต้องแบ่งกำลังการผลิตต่อปีเป็นรถที่นั่ง 95,000 คันและรถกระบะ 40,000 คัน แต่ด้วยนโยบายการตลาดของ Mazda ที่ต้องการผลักดันรถที่นั่งอย่างหลากหลายโมเดล จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โรงงานแห่งนี้ Mazda ต้องการใช้เป็นฐานการผลิตรถที่นั่งแบบเต็มสูบ ส่วนรถกระบะในอนาคตจะเป็นหน้าที่ของ Isuzu ในการผลิต