ต้องบอกว่า “ตลาดโฮเรกา ( HORECA)” ที่ประกอบไปด้วย โรงแรม (Hotel) ร้านอาหาร (Restaurant) กาแฟและธุรกิจจัดเลี้ยง (Café and Catering) ถือเป็นก้อนเค้กชิ้นใหญ่ที่แอบซ่อนโอกาสไว้มากมาย

เค้กชิ้นใหญ่มูลค่า 974,000 ล้านบาท
นั้นเป็นเพราะตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ตลาดนี้มีอัตราเติบโตอยู่ที่ปีละ 10-20% และในปี 2558 มีมูลค่าสูงถึง 974,000 ล้านบาท ซึ่งหากมองลึกเข้าไปตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ จะสามารถแบ่งออกเป็น
- กลุ่มธุรกิจโรงแรม ในปี 2559 มีจำนวนที่พัก 14,178 แห่ง และจำนวนห้องพัก 622,123 ห้องพัก เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10.02% โดยมีสัดส่วนจำนวนของรีสอร์ทมากที่สุด รองลงมาคือโรงแรม และยังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างชาติ โดยในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศประมาณ 30 ล้านคนและสร้างมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท
- กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ร้านอาหารที่เป็นแบรนด์ชั้นนำที่มีสาขา 110,000 ล้านบาท และร้านอาหารทั่วไป 275,000 ล้านบาท โดยเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 4-6.8% และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต
- กลุ่มธุรกิจกาแฟ เบเกอรี่ และไอศกรีม ในตลาดกลุ่มนี้ กาแฟมีสัดส่วนมูลค่ามากที่สุด 30,000 ล้านบาท (พรีเมี่ยม 30%, มิดเดิล 40%, โลว์ 30%) ส่วนเบเกอรี่และไอศกรีมมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน 17,000 ล้านบาท และ 15,000 ล้านบาทตามลำดับ
เหตุผลของการ “เติบโต”
แน่นอน! การเติบโตอย่างหวือหวานี้ย่อมต้องที่มีมา ลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย โฮเรก้า กล่าวว่า เกิดจาก 3 เหตุผลหลักๆได้แก่ 1.การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้คาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2559 จะมีประมาณ 32 ล้าน สร้างเม็ดเงินสะพันกว่า 1.67 ล้านล้านบาท 2.พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและครอบครัวมีขนาดเล็กลง จึงนิยมอยู่คอนโดนิเมียม ทำให้การทำอาหารรับประทานเองน้อยลง แต่หันไปทานนอกบ้านมากขึ้น ซึ่ง ณ วันนี้ คนไทยกว่า 70% มีการทานอาหารนอกบ้านสัปดาห์ 3-6 ครั้งจนถึงทุกวัน ส่วนอีก 30% นานๆจะทานสักครั้ง และ 3.รัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป็นนโยบาลหลักที่ต้องให้การสนับสนุน
ธุรกิจแบบ B2B ที่ยัง “ไม่เคย” มีใครทำมาก่อน
นี่เองทำให้ เอเชีย โฮเรก้า มองเห็นโอกาสและการเติบโตของธุรกิจ ได้จัดตั้งบริษัทขึ้นโดยมีทุนจดทะเบียน 215 ล้านบาท เพื่อบุกตลาดโฮเรกาในรูปแบบ B2B โดย ลัดดา ย้ำว่ายังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งไม่ใช่แค่ในไทย แต่ยังรวมไปถึงเอเชียด้วย
ในเบื้องต้นได้วางแผนธุรกิจระยะสั้นไว้ 3 ปี (2559 – 2561) แบ่งเป็น 3 โมเดล คือ 1.ศูนย์การค้าโฮเรก้า สแควร์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 3-5 ของ ซี ดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ บนถนนรัชดาภิเษก มีพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ใช้งบลงทุน 200 ล้านบาท คาดจะจะมีผู้ประกอบการ 100- 200 รายมาวางขาย ตั้งเป้ามียอดทราฟฟิค 180,000 รายต่อปี และมียอดใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ 100,000 บาท คาดว่าสามารถสร้างมูลค้าซื้อขายได้ปีละ 600 ล้านบาท โดยจะเปิด 9 กุมภาพันธ์ 2560 ทั้งนี้ภายใน 5 ปีได้วางแผนที่จะขยายไปตามหัวเมือง เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต อุดรธานี ,2. งานแสดงสินค้าแบบ B2B ระดับนานาชาติ สำหรับกลุ่มโฮเรก้า ซึ่งจะจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง และ 3.การซื้อสินค้าผ่าน E-Commerce คาดว่าจะมีร้านค้ากว่า 1,000 ราย แต่จะเปิดให้บริการส่วนนี้ในปี 2561
ส่วนเกมการตลาดได้วาง 30 ล้านบาท สำหรับสร้างการรับรู้ และจัดสัมนาขนาด 30-40 คน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 8 ครั้ง และเตรียมทำนิตยสารแบบแจกฟรีไตรมาสละ 1 ครั้ง โดยคาดว่าปีแรกจะมีรายได้ 182.5 ล้านบาท และปีต่อไปโต 10-15%
“คนไทย “in love” กินข้าวนอกบ้านทุกวัน 12% 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ 24% 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ 19% 3-6 ครั้งต่อสัปดาห์ 15% นานๆครั้ง 30% ที่มา : เอเชีย โฮเรก้า, ตุลาคม 2559[/su_box] |
