ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันฟุตบอลทีมชาติจาก 48 ประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นสมรภูมิสื่อระลอกใหม่ ที่น่าจับตามองอย่างมาก เมื่อแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่อย่าง เน็ตฟลิกซ์ เข้ามาร่วมวงด้วย
ในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านๆ มา มักจะเป็นช่วงเวลาที่แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งต้องทำการบ้านหนัก เพราะผู้บริโภคจะเทความสนใจไปที่แมตช์การแข่งขันสดเกือบทั้งหมด
โดยยิ่งฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้เป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่มีเกมการแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็น 104 นัด ยิ่งทำให้เสี่ยงที่ยอดสมาชิกที่อยู่ในแพลตฟอร์มนานๆ และเป็นประจำจะลดลงไป

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เน็ตฟลิกซ์ จึงทุ่มเงิน 14 ล้านปอนด์ (ประมาณ 600 ล้านบาท) ซื้อสิทธิ์รายการพอดแคสต์ฟุตบอลที่ฮิตที่สุดในอังกฤษอย่าง เดอะ เรสต์ อิส ฟุตบอล
ซึ่งมียอดดาวน์โหลดรวมกว่า 70 ล้านครั้งต่อเดือน โดยจะเป็นรายการประจำวันตลอดช่วงเกือบ 6 สัปดาห์ของฟุตบอลโลกครั้งนี้
ส่วนรูปแบบการถ่ายทำจะเปลี่ยนจากสตูดิโอเดิมที่เป็นแนวโฮมสตูดิโออบอุ่นในอังกฤษ ไปเป็นการถ่ายทำรายการที่แลนด์มาร์กของโลกอย่าง จัตุรัสไทม์สแควร์ ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ
พร้อมจุดขายอีกมากมาย เริ่มจากพิธีกรระดับแม่เหล็ก อย่างแกรี่ ลินิเกอร์, อลัน เชียเรอร์ และ ไมก้าห์ ริชาร์ดส์ ต่อด้วยแขกรับเชิญบิ๊กเนม เช่น แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แฟรงก์ แลมพาร์ด และ พาทริก วิเอร่า
และปิดท้ายด้วยเนื้อหาแบบไฮบริดที่มีทั้งบทวิเคราะห์ฟุตบอลที่สนุกสนานตามสไตล์เดิม ผสมผสานกับการสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟ และการรายงานข่าวตรงจากขอบสนามในประเทศเจ้าภาพ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ เน็ตฟลิกซ์ ไม่เพียงแต่ท้าทายสถานีโทรทัศน์หลัก แต่ยังจุดชนวน “สงครามพอดแคสต์” ข้ามแพลตฟอร์มอีกด้วย
เพราะ แกรี่ เนวิลล์ ก็ยกทีมรายการ สติ๊ก ทู ฟุตบอล ที่ทำร่วมกับ เอียน ไรท์, รอย คีน และ จิล สก็อตต์ ไปปักหลักถ่ายทำที่นครนิวยอร์กในช่วงฟุตบอลโลกเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม รายการของเขาดูได้เฉพาะบนยูทูบ และมีเพียง 12 ตอนเท่านั้น เนื่องจากทีมงานต้องแบ่งเวลาไปทำหน้าที่วิเคราะห์เกมสดทางโทรทัศน์ช่องไอทีวี
ในขณะที่ฝั่ง แกรี่ ลินิเกอร์และเน็ตฟลิกซ์สามารถจัดเต็มได้ถึง 40 วันติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบครั้งใหญ่ในแง่ของปริมาณคอนเทนต์
กูรูในวงการสื่อของอังกฤษ รวมถึง อเล็กซ์ เคย์-เจลสกี ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของบีบีซี มองว่า ดีลระหว่างเน็ตฟลิกซ์กับทีมผลิตรายการ เดอะ เรสต์ อิส ฟุตบอล น่าจับตาอย่างมาก
เพราะหากรายการรูปแบบนี้ประสบความสำเร็จและทำตัวเลขยอดผู้ชมได้สูง มันจะเป็นก้าวสำคัญที่ต่อยอดความสนใจด้านกีฬาของเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งเดิมทีเน้นไปที่สารคดีกีฬา หรือแมตช์พิเศษเป็นครั้งคราว เช่น มวยดารา หรืออเมริกันฟุตบอลนัดวันคริสต์มาส
ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่มีคอนเทนต์ฟุตบอลกระแสหลัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแย่งชิงเรตติ้งสื่อกีฬาโลกหลังจากนี้
ซึ่งเมื่อรวมกับคอนเทนต์ฟุตบอลโลกอย่าง หนังเม็กซิโก 86, ซีรีส์ยูเอสเอ 94 : บราซิลส์ รีเทิร์น ทู กลอรี และ สารคดีเดอะ บัส : อะ เฟรนช์ ฟุตบอล มูตินี รวมถึง สารคดีนอร์เวย์ : เดอะ ดาร์ก ฮอร์ส ที่ช่วยทำให้เน็ตฟลิกซ์ได้ทั้งใจคอฟุตบอลและเอาใจฟีฟ่า
ก็อาจพาให้การคว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในครั้งต่อๆ ไปของเน็ตฟลิกซ์ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป หลังปิดดีลถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหญิงปี 2027 กับปี 2031 เฉพาะผู้ชมในสหรัฐฯ ได้แล้ว
และในฟุตบอลโลกชาย 2026 ก็ดึงเกมฟุตบอล “ฟีฟ่า” มาลงในแพลตฟอร์มได้สำเร็จ หลังสัญญายาวนาน 30 ปี ระหว่างค่ายเกมอีเอกับทางฟีฟ่าหมดลง
ทั้งนี้ในฟุตบอลโลก 2026 แม้ฟีฟ่าเพิ่มค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์จนบางประเทศซื้อไม่ไหว

แต่ก็ได้หันมาสนใจสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยได้จับมือกับ ติ๊กตอก ส่งอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ ครีเอเตอร์จากทั่วโลกเข้าไปร่วมทำคอนเทนต์ตลอดการแข่งขันทั้ง 104 แมตช์
โดยประเด็นน่าสนใจอยู่ที่กลุ่มนี้จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำเนื้อหาเบื้องหลังที่หาดูไม่ได้จากหน้าจอทีวีทั่วไปเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 16 ถึง 34 ปี หรือกลุ่ม Gen Z และ Gen Y
หลังกลุ่มนี้ดูรายการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์กันลดลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ พวกเขาดูคอนอเทนต์จากอินฟลูฯ และคอนเทนต์ ครีเอเตอร์มากกว่า
ส่วนกีฬาต่างๆ รวมถึงฟุตบอลแม้ยังคงได้รับความนิยม แต่ก็เป็นการดูผ่านจอเล็กบนสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นจอที่สองแล้ว / theguardian
