รวิศ หาญอุตสาหะ ใช้เวลา 8 ปีลองผิดลองถูกจนกระทั่งค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องที่จะเขียนนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในโลกธุรกิจปัจจุบันแน่นอนแล้ว ถ้าไม่มั่นใจคงไม่กล้าเขียนเพราะกลัวโดนด่าเหมือนกัน

มันอาจจะเป็นเรื่องที่ทำใจให้เชื่อได้ยากซักหน่อยเพราะมันยังขัดกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้อยู่

ความเชื่อที่ว่านี้คือ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

ผมขอนิยามความพยายามในประโยคข้างบนว่าความพยายามแบบเถรตรงนะครับ คือความพยายามแบบทำงานหนักเข้าว่า สักแต่ว่าขอให้ได้ทำงานเยอะๆ ทำงานหนักแล้วสบายใจ แต่บางทีอาจไม่ได้หยุดคิดว่าที่ทำงานหนักนี่ จริงๆแล้วกำลังทำอะไรอยู่

นี่คือการท้าทายชุดความคิดที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยทำมาในชีวิตก็ว่าได้

เพราะผมกำลังจะบอกว่าในยุคนี้แม้พยายามหรือขยันแค่ไหน แต่ไม่ทบทวนวิธีคิดซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานแล้วล่ะก็ ต่อให้พยายามขึ้นสองเท่า ทำงานหนักขึ้นสองเท่า ผลลัพธ์ไม่มีทางดีขึ้นสองเท่าแน่นอน เผลอๆอาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ

คุณลองมองดูรอบๆตัวคุณซิครับ คนที่มาทำงานเช้าที่สุด และกลับบ้านดึกที่สุดคือคนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดรึเปล่า ผมขอเดาก่อนล่วงหน้าไปเลยว่าไม่ใช่

ความพยายามและความขยันแบบเถรตรงอาจจะเป็นอาวุธหลักเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ในยุคที่เราต้องทำงานหนักเพื่อผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค แต่ยุคนี้นี้มันเป็นยุคสินค้าล้นตลาด ความขยันแบบเถรตรงจึงไม่ใช่อาวุธหลักของการทำธุรกิจยุคนี้อีกต่อไป

ธุรกิจยุคนี้ ความคิด (idea) และ จังหวะเวลา (timing) เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

แต่เดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้บอกให้คุณขี้เกียจนอน slow life อยู่บ้าน

เพราะสิ่งที่ตรงข้ามกับความพยายามเดิมๆอย่างมุมานะ ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการสร้างตัวเองให้รับกับการเปลี่ยนแปลงที่สูงและต่อเนื่องตลอดเวลาได้

ย้ำอีกที สิ่งที่ตรงข้ามกับความพยายามแบบเถรตรงไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือความ dynamic

ตลอดเวลา 8 ปีนี้ผมลองผิดลองถูกมาหมดแล้วทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องการลงทุนส่วนตัว

ผมลองมาหมดแล้วทั้งการทำงานหนักแบบไม่ลืมหูลืมตา

ลองทำงานแบบ slow life ใช้ชีวิตแบบ artist ชิลๆ

หรือให้คนอื่นทำงานผมนั่งติดสินใจอย่างเดียว

หรือวิธีอื่นๆอีกมากมาย

ผมพบว่ากระบวนที่สร้างความสำเร็จได้มากที่สุดคือการสร้าง dynamic thinking system ให้กับตัวเองและองค์กรให้ได้ครับ

dynamic thinking system คืออะไร ?

คือการหาชุดความคิดในการในการต่อสู้กับความท้าทายทางธรุกิจ

เรียกว่ามีกลยุทธ์ในการเดินหมาก ไม่ใช่สักแต่ว่าทำงานไปวันๆ

ผมยกตัวอย่างง่ายๆให้ฟังเรื่องนึงละกัน

เมื่อหลายปีมาแล้วผมกับทีมงานคิดกันว่าแทนที่เราจะพยายามขายของทุกอย่างที่มีในบริษัทอยู่ไปเรื่อยๆเราควรมาคิดก่อนว่า

1. เราจะขายอะไรต่อ
2. เราจะขายอะไรใหม่
3. เราจะยกเลิกการขายอะไร

บริษัทเราตัดสินใจวางระบบ SAP ทั้งๆที่รู้ว่าการลงทุนค่อนข้างสูงและมีการใช้งานที่ยุ่งยากพอควร แต่สิ่งที่เราต้องการจะรู้คือต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าที่เราขายแต่ละตัว เพราะระบบที่เราใช้ก่อนหน้านี้ไม่สามารถบอกได้

ทันทีหลังจากตัวเลขต้นทุนออกมา มีสินค้าหลายตัวที่ต้นทุนสูงไม่สมควรขยายต่อ ผลคือเราตัดรายการสินค้าที่ขายออกไป 30%

โดยการทำแค่นี้ และไม่ต้องทำอย่างอื่นเพิ่มเลย กำไรบรรทัดสุดท้ายของเราเพิ่มขึ้นทันที

งานน้อยลง กำไรมากขึ้น นี่คือชุดความคิดที่ถูกต้องครับ ดีกว่าดันทุรังพยายามขายมันไปซะทุกตัว

นอกจากนี้ยังเอาไปต่อยอดได้อีก

สินค้าที่มีแนวโน้มขายดีมากๆอยู่

เราต่อยอดด้วยการแตกไลน์เพิ่ม

ผ่านไปหนึ่งปีเราลดรายการสินค้าที่ขายลงไปอีกครึ่งหนึ่ง โฟกัสเฉพาะตัวที่สำคัญจริงๆ ทุกคนเหนื่อยน้อยลง งานก็น้อยลง แต่กำไรเพิ่มขึ้น

นี่คือผลจากการคิดและไม่ดันทุรังทำงานหนักแบบเดิมไปเรื่อยๆ

แล้ว dynamic thinking system เกิดจากอะไร ?

ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านคือมันเกิดจากการใช้เวลาในการ “คิด” ให้เยอะๆก่อนที่จะลงมือ “ทำ” เพราะเราเข้าใจแล้วว่าการสักแต่ว่าทำงานไปเรื่อยๆนั้นไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเลย

แนวคิดในเรื่องนี้คือการทำงานที่มีระบบการตั้งเป้าหมาย ดำเนินการติดตาม วัดผล และวิเคราะห์แก้ไขระหว่างทางอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้คือทุกคนในองค์กรมีหน้าที่จะต้องทำตัวเองให้เป็นเครื่องสร้างสรรค์ไอเดีย โดยที่ต้องหมั่นพัฒนาตัวเองหาความรู้ใหม่ๆเพื่อมีส่วนในการ contribute ให้กับทีมอยู่เสมอ โดยตัวองค์กรเองมีหน้าที่ที่จะสร้างสภาพแล้วล้อมให้เหมาะแก่การบ่มเพาะให้เกิดไอเดียนั้นด้วย

เรื่องต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของ timing

ไอเดียที่ดี ถ้ามาผิดเวลาส่วนใหญ่ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นการรู้ว่าเมื่อควรเดินหน้าเมื่อไร เมื่อไรควรอยู่หยุดอยู่เฉยๆ จึงสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรมาก

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่มักทนอยู่เฉยๆไม่ได้

เราต้องขยาย เราต้องโต เราต้องเพิ่มสินค้า ฯลฯ

นี่คือสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาอยู่ในหัวของคนทำงานส่วนใหญ่ ยิ่งถ้าโดนกดดันจากปัจจัยอื่น เช่น ตัวเลขที่ผู้ถือหุ้นต้องการจะเห็นด้วยแล้วละก็ ความกดดันนี้จะทำให้การอยู่เฉยๆกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เราจะอยู่เฉยๆได้อย่างไร ในเมื่อเราถูกความคิดฝังหัวว่าการอยู่เฉยๆคือการขี้เกียจ คือการไร้ประสิทธิภาพ

แต่ในบางสถานการณ์ การไม่ทำอะไรเลยคือการเดินเกมส์ที่ฉลาดที่สุด แม้มันจะฝืนใจแค่ไหนก็ตาม

การหยุดอยู่เฉยๆเพราะเข้าใจเรื่อง timing ไม่ได้เป็นการแสดงถึงความขี้เกียจ แต่เป็นการแสดงถึงความอดทน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งในการเอาตัวรอดในยุคนี้

อยากโตให้เร็วต้องทำงานให้ถูกที่ถูกเวลา

ทั้งหมดที่เล่ามานี้แหละครับ เป็นที่มาของคำว่า ขยันผิดที่สิบปีก็ไม่ไปไหน

Marketing Everything
รวิศ หาญอุตสาหะ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer