FMCG เริ่มฟื้นคืนชีพ
2552 4.7%
2553 5.3%
2554 6.2%
2555 11.0%
2556 7.7%
2557 2.6%
2558 2.2%
2559 2.7%
ที่มา : กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) *การเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ไตรมาส3 ของปีนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตลาด FMCG จากการสำรวจของกันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) พบว่าในเดือนกรกฎาคมตลาด FMCG มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา และคาดการณ์สิ้นปีตลาด FMCG จะมีการเติบโตที่ 2.7% โดย Personal Care มีการเติบโตสูงสุดถึง 6.3% ส่วน Food & Beverages เติบโตเพียง 1.2% เป็นการเติบโตที่สูงกว่าปี 2558 ที่เติบโตเพียง 2.2% ซี่งการเติบโตของ FMCG ยังมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมการช็อปของผู้บริโภคที่น่าสนใจดังนี้
Top Spending อยู่ที่เทสโก้ แต่แมคโครกลับเติบโตด้านช็อปเปอร์ตามบ้าน
จากต้นปีที่ผ่านมาการเติบโตของไฮเปอร์มาร์เก็ตส่ออาการน่าเป็นห่วงจากยอดสเปนดิ้งที่ลดลง มาในไตรมาสสองนี้ยอดการใช้จ่ายผ่านไฮเปอร์มาร์เก็ตกลับมาอีกครั้ง
เทสโก้ โลตัวได้กลายเป็นแหล่งช็อปปิ้ง FMCG ที่มีการเติบโตสูงสุดด้านยอดสเปนดิ้ง จากการสำรวจของกันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) เมื่อเปรียบเทียบยอดสเปนดิ้งทั้งปีเฉลี่ยต่อคน (สิ้นสุด 19 มิถุนายน 2559) พบว่ายอดสเปนดิ้งในเทสโก้ โลตัสในส่วนของไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มจาก 3,045 บาท (สิ้นสุด14 มิถุนายน 2558) เพิ่มขึ้นเป็น 3,398 บาท และเทสโก้ โลตัส ซูเปอร์มาเก็ต จาก 1,742บาท เป็น 1,914 บาท ส่วนเทสโก้ โลตัส เอ็กเพรส จาก 1,549 บาท เป็น 1,699 บาท ซึ่งเหตุผลการเติบโตของเทโก้ โลตัส ส่วนหนึ่งมาจากแคมเปญการตลาดที่มีอย่างต่อเนื่อง และคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันอย่างบิ๊กซี มียอดสเปนดิ้งที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ผู้บริโภคตามบ้านยังได้เปลี่ยนพฤติกรรมการช็อปสินค้าในแมคโครมากขึ้น จากเดิมที่มองว่าแมคโครคือไฮเปอร์มาร์เก็ตสำหรับโชว์ห่วยเท่านั้น โดยการเข้าถึงแมคโครของผู้บริโภคตามบ้านมีสัดส่วนจตาก 19.5% เป็น 23.4% เลยทีเดียว
ผู้บริโภคชอบช็อปช่องทางไหนมากกว่ากัน 2558 VS 2559
อัตราการเข้าถึง แมคโครของเติบโตในตลาดผู้บริโภคตามบ้าน
เทสโก้ โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต 59.8% / 60.2%
บิ๊กซี ไฮเปอร์มาร์เก็ต 45.1% / 45.7%
แมคโคร 19.5% / 23.4%
ท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต 10.9% / 11.6%
เทสโก้ ซูเปอร์มาร์เก็ต 14.4% / 14.1%
น็อนเชนซูเปอร์มาร์เก็ต (เช่นตั้งยี่สุ่น) 42.3% / 43.0%
7/11 68.9% / 70.9%
เทสโก้ โลตัส เอ็กเพรส 38.6% / 39.1%
ยอดสเปนดิ้งเฉลี่ยต่อคนต่อปี เทสโก้ โลตัว ครองแชมป์สูงสุด
เทสโก้ โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต 3,045 บาท / 3,398 บาท
บิ๊กซี ไฮเปอร์มาร์เก็ต 2,569 บาท / 2,374 บาท
แมคโคร 1,585 บาท / 1,525 บาท
ท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต 1,793 บาท / 1,768 บาท
เทสโก้ ซูเปอร์มาร์เก็ต 1,742 บาท / 1,914 บาท
น็อนเชนซูเปอร์มาร์เก็ต (เช่นตั้งยี่สุ่น) 3,989 บาท / 3,823 บาท
7/11 1,450 บาท / 1,428 บาท
เทสโก้ โลตัส เอ็กเพรส 1,549 บาท / 1,699 บาท
ที่มา : กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) *เปรียบเทียบ 14 มิถุนายน 2558 / 19 มิถุนายน 2559
ผู้บริโภคจับจ่ายเพิ่มขึ้นเพราะอะไร
จากการสำรวจพบว่า กันตาร์ ในไตรมาสสอง 2559 มีการซื้อสินค้าปริมาณเพิ่มขึ้นต่อครั้งใน 68% ของ Category ที่สำรวจ ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้มาจาก 1. การซื้อสินค้าจำนวนมากขึ้น เช่น จาก 1กระป๋องเป็น 3 กระป๋อง 2. ซื้อสินค้าไซส์ใหญ่ขึ้น 3. เปลี่ยนช่องทางซื้อสินค้าจากโชว์ห่วย เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต
ถูกที่ถูกขนาดสร้างยอดจำหน่าย
พฤติกรรมของนักช็อปในเมืองกับต่างจังหวัดมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยในต่างจังหวัดจะให้ความสำคัญกับราคาต่อชิ้นซึ่งเป็นราคาที่รับได้ในช่วงเวลาที่ซื้อเป็นหลักเนื่องจากคนกลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อที่ไม่มากนัก ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าการซื้อสินค้าไซส์ใหญ่จะทำได้ราคาหน่วยถูกลงก็ตาม ส่วนในเมืองกรุง มากกว่า 80% จะซื้อของขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อความประหยัด
เพียงแค่ต่างจังหวัด-เมืองกรุงคงไม่พอ ขนาดกับร้านค้าก็เป็นของควบคู่กันไป เพราะส่วนใหญ่แล้วสินค้าขนาดเล็กจะขายดีสุดๆ ในร้านโชว์ห่วย หรือร้านสะดวกซื้อ ส่วนของขนาดใหญ่คงต้องยกให้กับไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลาย ยกตัวอย่างน้ำยาปรับผ้านุ่มจะพบกว่าแบบซองจะขายดีในร้านโซว์ห่วย ขนาด 580มิลลิลิตรขึ้นไปจะได้รับความนิยมในซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต
สิ่งนี้เองแบรนด์ FMCG จะต้องทำแผนการตลาดที่แตกต่างกันไประหว่างตัวเมือง ต่างจังหวัด และช่องทางต่างๆ จากพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกันนี้เอง
น้ำยาปรับผ้านุ่มขนาดต้องไปกับช่องทาง
โชว์ห่วย
แบบซอง 77%
300-579 มิลลิลิตร 15%
580-700 มิลลิลิตร 6%
มากกว่า 1 ลิตร และแกลอนใหญ่ 2%
ร้านสะดวกซื้อ
แบบซอง 16%
300-579 มิลลิลิตร 38%
580-700 มิลลิลิตร 44%
มากกว่า 1 ลิตร และแกลอนใหญ่ 2%
ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต
แบบซอง 11%
300-579 มิลลิลิตร 20%
580-700 มิลลิลิตร 54%
มากกว่า 1 ลิตร 11%
และแกลอนใหญ่ 4 %
ที่มา : กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์)
แบรนด์ทำโปรโมชั่นมากขึ้นแต่ไม่ใช่ว่าจะจำหน่ายดีเสมอไป
กำลังซื้อหด เกมการตลาดของแบรนด์สินค้าจึงเน้นไปที่โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม แย่งชิงกำลังซื้อ ณ จุดขายมากขึ้น และตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อไปเป็นสินค้าโปรโมชั่นมากขึ้น จาก 30% ในปี 2557 เพิ่มเป็น 31.9% ในปี 2558 และ 34% ในปีนี้ แต่ใครจะเชื่อหละว่าการเพิ่มขึ้นของสินค้าโปรโมชั่นในตะกร้าช็อปปิ้ง ไม่ใช่ว่าทุกแบรนด์จะใช้โปรโมชั่นแล้วจะชนะเสมอไป เพราะการวางแบรนด์โพซิชั่นยังคงมีความสำคัญที่สุดในการทำตลาด เมื่อแบรนด์สามารถให้เหตุผลกับผู้บริโภคได้ว่าทำไมต้องเลือกใช้ เช่นแบรนด์ดาวนี่ กับสูตรใหม่ที่แพงกว่าแต่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพราะใช้ผ้านุ่มกว่า หอมยาวนานกว่าเป็นต้น
