ตลาดน้ำอัดลมในไทยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นับเป็นเซกเมนต์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ โดยเคยผ่านจุดที่เติบโตอย่างหวือหวา ก่อนจะเผชิญกับโจทย์ท้าทายรอบด้าน ทั้งการจัดเก็บภาษีความหวานและกระแสรักสุขภาพที่เข้มข้นขึ้น
กระทั่งการคาดการณ์ว่าตลาดจะกลับมาขยายตัวอย่างโดดเด่นอีกครั้งในปีนี้ โดยมี “ฤดูกาลขายในช่วงหน้าร้อน” และ “มหกรรมฟุตบอลโลก” เป็นแรงส่งสำคัญ

| ตลาดน้ำอัดลมไทย 74,000 ล้าน
ซ่าสดชื่นรับอากาศร้อนทะลุปรอท – ฟุตบอลโลกฟีเวอร์ |
||
| ปี ค.ศ. | มูลค่าตลาดน้ำอัดลมในประเทศไทย / ล้านบาท | |
| 2021 | 54,000 | |
| 2022 | 57,000 | |
| 2023 | 62,000 | |
| 2024 | 66,000 | |
| 2025 | 70,000 | |
| 2026 (คาดการณ์) | 74,000 | |
| เซกเมนต์ตลาดน้ำอัดลม | สัดส่วนมูลค่าตลาด ปี 2024 | อัตราการเติบโต |
| น้ำดำสูตรปกติ | 65% | 2% |
| น้ำสี / น้ำใส | 18% | 4% |
| น้ำสูตรไม่มีน้ำตาล | 15% | 15% |
| น้ำผสมวิตามิน / น้ำอัดก๊าซอื่น ๆ | 2% | N/A |
| ที่มา : Marketeer รวบรวม อ้างอิงนีลเส็นไอคิว และการคาดการณ์ของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาด, เมษายน 2026 | ||
ตลาดน้ำอัดลมไทยเคยมีมูลค่าทรงตัวในช่วงปี 2018-2020 เนื่องจากการปรับตัวต่อภาษีสรรพสามิตตามปริมาณน้ำตาล ซึ่งทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องปรับสูตรและปรับราคาขายใหม่
ซึ่งในช่วงการชะลอตัวดังกล่าว สาเหตุสำคัญที่ฉุดการเติบโตไม่ได้มาจากแค่เรื่องต้นทุน แต่ยังมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้คนเริ่มระมัดระวังการบริโภคน้ำตาลและมองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าเดิม
ซ้ำร้ายด้วยวิกฤตโรคระบาดที่ทำให้ช่องทางขายหลักอย่างร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และลานกิจกรรม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการดื่มน้ำอัดลมต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้การบริโภคในภาพรวมหดตัวลงไปในช่วงหนึ่ง
ทั้งนี้ ตลาดน้ำอัดลมก็ขยับขึ้นมามีมูลค่าแตะระดับ 60,000 ล้านบาทได้อีกครั้งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการที่ผู้เล่นรายใหญ่รุกหนักในกลุ่ม “น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล” (Zero Sugar)
ภายใต้การกลับมาขยายตัวต่อเนื่องของตลาดน้ำอัดลม ถูกขับเคลื่อนโดยการแข่งขันระหว่าง 3 แบรนด์หลัก
โค้ก (Coca-Cola) ซึ่งทำตลาดโดยกลุ่มธุรกิจพันธมิตรที่ประกอบด้วย ไทยน้ำทิพย์, หาดทิพย์ และ โคคา-โคล่า ประเทศไทย ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดอย่างแข็งแกร่งผ่านแคมเปญระดับโลกและจุดแข็งอย่างกลยุทธ์ “Coke with Meals” ที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับมื้ออาหารของคนไทย
พร้อมทั้งใช้ความได้เปรียบจากการเป็นผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลโลกในการดึงความสนใจผ่านบรรจุภัณฑ์ลายพิเศษและการเข้าสนับสนุนอีเวนต์ร่วมรับชมฟุตบอลโลก
โค้กยังมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งเจาะลึกถึงระดับร้านโชห่วยและร้านอาหารตามสั่งทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอ ‘Coke Zero’ ด้วยการออกรสชาติใหม่ ๆ และเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล 100%
เป๊ปซี่ (Pepsi) ที่ทำตลาดโดย ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) ก็เลือกมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Gen Z (11-26 ปี) อย่างชัดเจน ด้วยการใช้ Music Marketing และ E-sports ดึงศิลปิน T-Pop และ K-Pop เบอร์ต้น ๆ มาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความสนุกสนาน โดยเน้นเจาะช่องทางร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และการจับมือเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์กับเครือข่ายร้านอาหารบริการด่วนและร้านปิ้งย่าง
พร้อมกันนี้ ยังขยายไลน์อัปสินค้ากลุ่ม Zero Sugar ทั้งน้ำดำและน้ำสี รวมถึงการนำเสนอรสชาติที่ฉีกกรอบอย่างเช่น เป๊ปซี่กลิ่นไลม์ และแพ็กเกจจิ้งสีสันสะดุดตาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว
เอส (est) แบรนด์สัญชาติไทยที่ทำตลาดโดย ไทยดริ้งค์ ในเครือไทยเบฟเวอเรจ ก็สร้างการรับรู้ด้วยการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ ดึงทัพศิลปินและนักแสดงระดับเอเชียมาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อเจาะกลุ่มวัยเรียน ผ่านการใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่เข้าใจอินไซต์วัยรุ่นไทย
ใช้วิธีดึงความได้เปรียบจากพลังเครือข่ายของบริษัทแม่ที่มีจุดกระจายสินค้าและพันธมิตรร้านอาหารในเครืออย่างเหนียวแน่น ทำให้สามารถวางตัวเองเข้าไปในพื้นที่ช่องทางขายหลักของตลาดได้อย่างแข็งแรง
เอสยังสร้างความแตกต่างให้ตลาด Zero Sugar อย่างเช่น เอส เพลย์ น้ำอัดลมสีสูตรไม่มีน้ำตาลที่มาพร้อมรสชาติใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์วัยรุ่นที่ชอบทดลองและมองหาเครื่องดื่มที่ถ่ายรูปสวยสะดุดตา
ความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่าง ๆ ยังสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์การบริโภคเครื่องดื่ม Zero Sugar ที่กำลังอยู่ในกระแสความต้องการอย่างสูง ตลอดจนการหาความสุขจากการดื่มแต่ยังรักสุขภาพ จึงยังได้เห็นเทรนด์น้ำอัดลมรูปแบบใหม่ ๆ อย่างน้ำอัดลมผสมวิตามิน หรือการนำรสชาติผลไม้มาผสานกับน้ำดำ
ในส่วนของขนาดผลิตภัณฑ์ แม้ว่ากลุ่มโปรดักต์ไซซ์ใหญ่จะยังคงเป็นสัดส่วนหลักสำหรับการซื้อติดบ้าน แต่การเติบโตของขนาด ซิงเกิลเสิร์ฟ ทั้งกระป๋องและขวดเล็กก็กำลังมาแรงในช่องทางร้านสะดวกซื้อ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนรุ่นใหม่
ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดน้ำอัดลมปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ปรับจูนภาพลักษณ์จากเครื่องดื่มแก้กระหายทั่วไป สู่เครื่องดื่มที่แทรกซึมอยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคและขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง
ส่วนปัจจัยต่าง ๆ ที่จะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีซึ่งปลุกให้ตลาดน้ำอัดลมในปี 2026 กลับมาคึกคักและมุ่งสู่มูลค่าตลาดระดับ 74,000 ล้านบาท
เนื่องมาจากสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อนปีนี้ที่ร้อนจัด ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายน้ำอัดลมให้เพิ่มขึ้นจากปกติ 5-10% ในช่วงดังกล่าว
ทั้งอีเวนต์ใหญ่อย่าง ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะแข่งขันกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ก็จะช่วยเพิ่มการบริโภคภายในบ้าน และได้รับผลบวกจากเม็ดเงินงบการตลาดที่อัดฉีดเข้ามา ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายน้ำอัดลมโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปกติ 3-5% ในช่วงดังกล่าว
