หลังคอมพิวเตอร์ทั้งแบบตั้งโต๊ะและพกพาเข้ามามีบทบาทในการทำงาน โปรแกรมพื้นฐานต่างๆ ก็อยู่คู่กับชาวออฟฟิศมานานจนเราๆ ขาดไม่ได้

แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างที่บรรดาชาวออฟฟิศอยากได้ พอมีบริษัทไหนทำซอฟต์แวร์ขึ้นมาตอบสนองความต้องการดังกล่าว จึงเริ่มเป็นที่สนใจ

การตรวจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ Spreadsheet และการนำเสนองาน คือความต้องการที่ว่า โดย Grammarly Airtable และ Canva เป็นแอปที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้พอดี จนกลายเป็นแอปยอดฮิตคู่ใจชาวออฟฟิศ  

แม้มีประโยชน์ต่างกันไป แต่จุดร่วมของแต่ละแอปคือให้ลองใช้ฟรีก่อนแล้วจ่ายเพิ่มเพื่อ Upgrade ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ (Freemium) แน่นอนว่ามีชาวออฟฟิศหลายล้านคนทั่วโลกยอมจ่าย

ยิ่งช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาซึ่งสถานการณ์โควิด ทำให้คนทั่วโลกต้องพร้อมทำงานหรือเรียนได้จากทุกที่ แอปเหล่านี้ก็ข้ามไปฮิตยังแวดวงการศึกษาด้วย

นี่เองทำให้บริษัทที่คิดค้นแอปเหล่านี้ขึ้นมา Unicorn ด้วยมูลค่าระดับแสนล้านบาท ทั้งที่ก่อตั้งบริษัทกันมาไม่ถึง 10 ปี

แล้วแต่ละแอป แต่ละบริษัทมีที่มาอย่างไร คำตอบอยู่ในบรรทัดต่อจากนี้

 

Grammarly  

Grammarly ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2009 โดยนักศึกษาปริญญาโทชาวยูเครนสามคน  Alex Shevchenko, Max Lytvyn และ Dmytro Lider โดยทั้งสามต้องการแก้ข้อติดขัด (Pain Point) เรื่องการเขียนรายงาน

และวิทยานิพนธ์ในภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์พร้อมป้องกันการลอกวิทยานิพนธ์ทั้งแบบจับแพะชนแกะหรือแบบยกกระบิจากออนไลน์

ช่วงแรกใช้ชื่อ MydropBox เพื่อสื่อถึงการส่งขอความขอความช่วยเหลือทิ้งไว้ในกล่องในหมู่นักศึกษา แน่นอนว่าลูกค้ากลุ่มแรกๆ คือนักศึกษาตามมหาวิทยาลัย

Brad Hover

ปี 2011 MyDropBox ที่เปลี่ยนชื่อแล้วเพราะไปซ้ำกับอีกแอปอื่นก็คว้าตัว Brad Hover บัณฑิตวิศวอุตสาหกรรมชาวอเมริกันที่ผ่านงาน ที่ทำงานกับ VC มาแล้วหลายแห่งให้มานั่งเก้าอี้ CEO ส่วนผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 3 คนก็กระจายไปคุมแต่ละฝ่ายตามถนัด

ถัดจากนั้น Grammarly ก็ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ นำ AI มาใช้ตรวจคำ ปรับรูปประโยคคำให้เหมาะสมตรงตามความต้องของผู้ใช้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Freemium ซึ่งหากเป็นสมาชิกรายเดือนราคาอยู่ที่ 12 ถึง 30 เหรียญสหรัฐ (ราว 400 ถึง 1,000 บาท) ต่อเดือน

ปัจจุบัน Grammarly มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐ มีผู้ใช้เป็นประจำ (Active User) ทั่วโลกราว 30 ล้านคนต่อวัน และเพิ่งระดมทุนได้อีก 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,470 ล้านบาท) ดันมูลค่าบริษัทเพิ่มเป็น 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 433,000 ล้านบาท)

 

Airtable

Airtable ก่อตั้งเมื่อปี 2012 โดย Howie Liu หนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียตะวันออก ที่เรียนรู้การเขียนโปรแกรมเองจนคล่องได้ตั้งแต่เด็ก อันเป็นคุณสมบัติสำคัญที่พบใน CEO บริษัทเทคโนโลยีรุ่นพี่ๆ ที่เก่งๆหลายคน

Howie Liu

ช่วงวัยรุ่นเขาและเพื่อนอีกสองคนช่วยกันเขียนโปรแกรมการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าขึ้นมา ปรากฏว่าในปี 2011  Saleforce มาซื้อไปด้วยเงินก้อนใหญ่ และนี่เองเป็นทุนให้ทั้ง 3 คิดจะสร้างโปรแกรม Spreadsheet และฐานข้อมูลใช้งานง่ายขึ้นมา  

แม้ช่วงแรกๆ นักลงทุนจะไม่ค่อยเข้าใจคอนเซ็ปต์ แต่ทันทีที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ใช้สอยและการต่อยอดต่างๆ เงินลงทุนและจำนวนผู้ใช้ก็เพิ่มขึ้น โดย Howie Liu กล่าวว่านี่คือการทำให้ไอเดียธรรมดาๆ ที่หลายคนมองข้าม พิเศษขึ้นมา  

จากจุดแข็งเรื่องการใช้งานง่าย ทำผ่าน Cloud ได้ และเชื่อมโยงทั้งตาราง ข้อมูลตัวเลขและฐานข้อมูลต่างๆ ได้แบบไม่ต้องเขียน Code หรือสูตร เหมือนมีมือโต๊ะทำงานบนอากาศตามชื่อนี่เอง ทำให้  Airtable เป็นแอปยอดฮิตที่บริษัทกว่า 250,000 แห่งทั่วโลก รวมถึงบริษัทใหญ่ๆ อย่าง  Shopify และ Netflix ใช้กัน

Airtable ยิ่งทวีความจำเป็นในยุค Hybrid Workspace ที่ชาวออฟฟิศต้องสามารถทำงานได้จากทุกที่ ทั้งหมดทำให้ Airtable สามารถระดมทุนเพิ่มได้อีก 270 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,100 ล้านบาท) ดันมูลค่าบริษัทเพิ่มเป็น 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 192,000 ล้านบาท)

ส่วนคอนเซปต์ทำเงินของ Airtable คือ Freemium เหมือนกัน Grammarly โดยหากอยาก Upgrade เป็นเวอร์ชั่นพรีเมียม จ่ายเพิ่มอยู่ที่เดือนละ 10-20 เหรียญสหรัฐ (ราว 340 –  670 บาท) เท่านั้น

 

Canva

Canva ก่อตั้งเมื่อปี 2013 โดย Melanie Perkins นักศึกษาวิชาออกแบบชาวออสเตรเลีย ที่อยากแก้ Pain Point ระหว่างเรียน โดยเธอเห็นว่ากว่าจะออกแบบการ์ดเสร็จแต่ละแผ่นทั้งเมื่อยมือและเปลืองเวลา เพราะต้องคลิกเฉลี่ยถึง 22 ครั้ง

Melanie Perkins

นี่เองต่อยอดสู่แพลตฟอร์มการ์ดและจัดหน้ารวมถึงนำเสนองานต่างๆ ภายใต้คอนเซปต์ Freemium ในชื่อ Canva

จากความสะดวกทำให้ผู้ใช้ทยอยเพิ่มขึ้น และช่วงที่นักเรียนทั่วโลกต้องเรียนออนไลน์ ครูทั่วโลกต่างก็ต้องใช้โปรแกรมนี้ทำสื่อการสอน จนผู้ใช้ขยับจากแวดวงดีไซเนอร์ กราฟฟิกและคนในวงการสื่อไปสู่วงการศึกษา  

ปัจจุบัน Canva มี Active User ทั่วโลก 60 ล้านคนต่อเดือน เพิ่งระดุมทุนเพิ่มได้อีก 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,470ล้านบาท) ดันมูลค่าบริษัทเพิ่มเป็น 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านบาท) / cnbc, fastcompany, yahoofinance, fortune, wikipedia, techcruch



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน