ตลาดอาหารเสริม ศึกช่วงชิงสุขภาพผู้บริโภค เกมนี้ใครชนะ กรณีศึกษา BLACKMORES VS MEGA We Care

ตลาดวิตามินและเสริมอาหารในปีที่ผ่านมามูลค่า 25,269 ล้านบาท เติบโต 8% การเติบโตนี้มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19, สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และประเทศไทยเข้ากำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัย

ความน่าสนใจของตลาดนี้คือ อัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตจากที่ผู้บริโภคหันมายกระดับสุขภาพของตัวเองผ่านเสริมอาหารจากองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับจำนวนประชากรสูงวัยที่มีการเติบโตตามเทรนด์โลก ซึ่งประชากรสูงวัยเหล่านี้กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ที่มีกำลังซื้อ และมีพฤติกรรมดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้ตัวเองดูสมาร์ตอยู่เสมอ

ในประเทศไทยตลาดเสริมอาหารแม้จะมีแบรนด์เข้ามาแข่งขันในตลาดจำนวนมาก จากการมองเห็นโอกาสที่เติบโตดังกล่าว

แต่ในตลาดนี้มีแบรนด์เสริมอาหารที่ครอบคลุมเกือบทุกเซกเมนต์และที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างอยู่ 2 แบรนด์ใหญ่ด้วยกัน ได้แก่ แบล็คมอร์ส และ เมก้า วีแคร์

ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ต่างแข่งกันกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคผ่านเสริมอาหารชนิดเม็ดกันอย่างชนิดผลิตภัณฑ์ชนผลิตภัณฑ์ และยังทำตลาดผ่านช่องทางการขายในช่องทางเกือบทับซ้อนกันทั้งหมด

เรียกได้ว่าถ้าเจอร้านขนาดกลางถึงใหญ่ที่ขายแบล็คมอร์ส ข้าง ๆ จะมีเมก้า วีแคร์ อยู่คู่กันเป็นลิ้นกับฟันอยู่เสมอ

 

แล้วทั้ง 2 แบรนด์ใน ตลาดอาหารเสริม นี้มีจุดแข็งในการแข่งขันอย่างไร

ก่อนอื่นขอเริ่มที่แบล็คมอร์ส แบรนด์ที่ถือกำเนิดก่อน

แบล็คมอร์ส มีจุดเด่นด้านการแข่งขัน คือการเป็นวิตามินและเสริมอาหารจากประเทศออสเตรเลีย ที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1930 จากปณิธานของมอริซ แบลคมอร์ ผู้ก่อตั้ง คือต้องการพัฒนาระบบสุขภาพ ด้วยหลักการทางธรรมชาติ (Naturopathic Principles) ที่มาพร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทยแบล็คมอร์สเข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการในปี 1989

ในปี 2021 ตามปฏิทินแบล็คมอร์สประเทศไทย มีรายได้ 962.08 ล้านบาท กำไร 33.48 ล้านบาท

 

แต่ถ้ามองย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2018 แบล็คมอร์ส ประเทศไทย มีรายได้ดังนี้

2018 รายได้ 844.91 ล้านบาท กำไร 28.68 ล้านบาท

2019 รายได้ 831.93 ล้านบาท กำไร 43.99 ล้านบาท

2020 รายได้ 862.90 ล้านบาท กำไร 45.73 ล้านบาท

2021 รายได้ 962.08 ล้านบาท กำไร 33.48 ล้านบาท

 

การตลาดของแบล็คมอร์ส ปัจจุบันเน้นไปในเรื่องการนำผลิตภัณฑ์ Lineup ใหม่ ๆ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเจาะตลาดในแต่ละเซกเมนต์ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเริ่มต้นวัยทำงาน กลุ่มวัยทำงาน เป็นต้น

รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั่วโลก เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคทั่วโลกในทิศทางเดียวกัน และสร้างความจดจำได้ดียิ่งขึ้น

 

มาในส่วนของแบรนด์เมก้า วีแคร์ แบรนด์ผู้กำเนิดตามมา

เมก้า วีแคร์ เป็นแบรนด์จากประเทศไทย ที่ก่อตั้งโดยกิริต ชาห์ จากการรับจ้างผลิตแคปซูลเจลาตินนิ่ม ก่อนที่จะต่อยอดธุรกิจและองค์ความรู้ไปที่ผลิตภัณฑ์ยาและวิตามินในแบรนด์ เมก้า วีแคร์

ในปัจจุบัน เมก้า วีแคร์ เป็นหนึ่งในขาธุรกิจหลักของบริษัท เมก้าไลฟ์ ไซแอ็นซ์ จํากัด (มหาชน)

ใน บริษัท เมก้าไลฟ์ ไซแอ็นซ์ จํากัด (มหาชน) จะประกอบด้วย 3 ธุรกิจ 2 แบรนด์หลัก คือ

แบรนด์ เมก้า วีแคร์ ซึ่งเป็นแบรนด์กลุ่ม ยาและเสริมอาหาร

แบรนด์ แมกซ์แคร์ กลุ่มแบรนด์ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาจำหน่ายร้านขายยา และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค

และธุรกิจ OEM รับจ้างผลิต

ปัจจุบันแบรนด์ เมก้า วีแคร์  ถือเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มีสัดส่วนมาเป็นอันดับสองให้กับ บริษัท เมก้าไลฟ์ ไซแอ็นซ์ จํากัด (มหาชน) รองจากแบรนด์ แมกซ์แคร์ แต่ถือเป็นรายได้ที่ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก

แม้เมก้า วีแคร์จะเป็นแบรนด์จากประเทศไทย แต่จุดแข็งของเมก้า วีแคร์ คือการมีโรงงานการผลิตแห่งหนึ่งอยู่ที่ออสเตรเลีย จากโรงงานทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ ไทย 2 แห่ง อินโดนีเซีย 1 แห่ง และออสเตรเลีย 1 แห่ง

พร้อมกับส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในเซาส์อีสต์เอเชีย แอฟริกา และอื่น ๆ โดยให้ความสำคัญกับตลาดประเทศกำลังพัฒนาเป็นหลัก เพื่อขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

และราคาจำหน่ายที่ต่ำกว่าแบล็คมอร์เล็กน้อย

ใน 9 เดือนแรกของปี 2021 ธุรกิจแบรนด์เมก้า วีแคร์ มีรายได้ 5,240 ล้านบาท ซึ่งรายได้นี้มาจากทุกประเทศที่ เมก้า วีแคร์ เข้าไปทำตลาดมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลก ส่วนรายได้ของประเทศไทยไม่เป็นที่เปิดเผย

กลยุทธ์ของแบรนด์เมก้า วีแคร์ ในการเจาะตลาดประเทศไทยในปัจจุบันคือ การให้ความสำคัญกับการขายในรูปแบบ B2B นำผลิตภัณฑ์ไปเสนอขายตามร้านยา ร้านค้าปลีก และโรงพยาบาล เพื่อให้ร้านค้าและโรงพยาบาลเป็นช่องทางการขายถึงผู้บริโภคอีกต่อหนึ่ง

พร้อมกับมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกับพันธมิตรและคู่ค้าเพื่อสร้างแรงจูงในในการผลักดันสินค้าสู่ผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้การแข่งขันในตลาดเสริมอาหารนอกเหนือจากการแข่งขันในแง่ของคุณภาพสินค้าแล้ว ยังมาพร้อมกับภาพลักษณ์ และช่องทางในการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกด้วยเช่นกัน

เพราะอย่าลืมว่าในวันนี้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้า ที่มาพร้อมกับการขายของผู้แข่งที่ส่งทีมแนะนำและเชียร์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองตามร้านหรือสถานที่ที่มีโพเทนเชียลสูง เพราะยังมีผู้บริโภคอีกไม่น้อยที่ต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ยังไม่รู้ว่ารับประทานแบรนด์ไหนและประเภทไหนดี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน