นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ภาคการศึกษาได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง การศึกษาในทุกระดับต่างต้องหยุดชะงักและต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็นไปในรูปแบบออนไลน์ 

“BenQ” ผู้ผลิตจอมอนิเตอร์และโปรเจกเตอร์ มองเห็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและผลกระทบต่าง ๆ จึงได้ออกผลิตภัณฑ์ “จอกระดานอัจฉริยะ (IFP)” เพื่อผลักดันการเรียนการสอนทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยชูจุดเด่น 2 โซลูชันหลัก คือ ClassroomCare และ Blended Learning 

ClassroomCare

หน้าจอจะถูกเคลือบด้วย Silver Nanoparticles (AgNP) ตามเอกสิทธิ์ของเบ็นคิว มีเพียงเจ้าเดียวในท้องตลาด โดยนำสารเคลือบดังกล่าวมาผ่านความร้อนอุณหภูมิสูงกว่า 400 องศา และหลอมเป็นเนื้อเดียวกับหน้าจอ ซึ่งจะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้ภายใน 10 ชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถยับยั้งเชื้อโควิด-19 ได้

รวมถึงมีเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีที่ช่วยลดการสั่นไหวของภาพ, ลดแสงสีฟ้า, ลดการสะท้อนของแสง ทำให้หน้าจอแสดงภาพและตัวหนังสือชัดเจนขึ้น

Blended Learning

เทคโนโลยีที่สามารถให้นักเรียนมีส่วนร่วมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนไปพร้อมๆ กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการศึกษาที่มีความเปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีเทคโนโลยี EZWrite Cloud Whiteboard ที่เป็นสื่อกลางการเรียนการสอน ใก้คุณครูกับนักเรียนสามารถเขียนโต้ตอบกันได้ หรือสามารถแบ่งเนื้อหาต่อกันในรูปแบบ QR-Code 

โดยนักเรียนที่นั่งเรียนที่บ้านและเรียนในห้องสามารถเขียนโต้ตอบกันได้ ด้วยโซลูชันแบบ 50:50 คือเรียนในห้องครึ่งหนึ่งและเรียนที่บ้านอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคในช่วงที่มีการแพร่ระบาด

กลุ่มผลิตภัณฑ์ Interactive Flat Panel (IFP) หรือจอแสดงภาพแบบทัชสกรีนของ BenQ เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นตอบโจทย์เพื่อการเรียนแบบผสมผสาน โดยเจาะกลุ่มทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาทาง BenQ จะเน้นไปที่กลุ่มของโรงเรียนเอกชนและนานาชาติเป็นหลัก 

แต่ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีนี้ บริษัทตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดไว้ที่ 50% จึงต้องหันมาผลักดันฝั่งโรงเรียนรัฐบาลเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย โดยเน้นไปที่โรงเรียนที่อยู่ภายใต้การกำกับของมหาวิทยาลัย เช่น ตระกูลสาธิตศึกษาศาสตร์ เป็นต้น 

นายวัชรพงษ์ วงษ์มา รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจระบุว่า ภาพรวมธุรกิจของเบ็นคิวเติบโตแบบก้าวกระโดด หากมองย้อนไปในช่วงเปิดตัวเมื่อปี 2017 ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 2.7% มียอดจำหน่ายได้ 1,259 เครื่อง และในไตรมาสที่ 3 ของปี 2021 ได้ทุบสถิติทำส่วนแบ่งการตลาดได้มากกว่า 26.76% โดยมียอดจำหน่ายกว่า 3,200 เครื่อง และตั้งเป้ายอดขายในปี 2022 ไว้ที่ 30% ไม่ต่ำกว่า 5,000 เครื่อง มีเครื่องอยู่ 5 ตระกูล ราคาเริ่มตั้งแต่ 99,000 – 599,000 บาท

หลังใช้กลยุทธ์การสร้างความน่าสนใจให้กับแบรนด์ด้วยการเจาะกลุ่มโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 35 แห่งจากทั้งหมด 175 แห่งทั่วประเทศ ในปี 2022 นี้ได้ตั้งเป้าไปที่โรงเรียนนานาชาติ 70 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 40% โดยชูจุดแข็งของหน้าจอป้องกันแบคทีเรีย พร้อมใบรับรองจาก SIAA ซึ่งเป็น Global Safety Standard ที่โรงเรียนเอกชนและนานาชาติส่วนใหญ่ให้การยอมรับ

ขณะเดียวกันก็ได้วางแผนเจาะกลุ่มไปที่โรงเรียนภายใต้การกำกับของกระทรวงศึกษาธิการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การบริหารของ อบจ. หรือเทศบาล, โรงเรียนอาชีวะ, โรงเรียนสารพัดช่าง และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ควบคู่กันไป ตามนโยบายของรัฐที่เน้นแนวทางการศึกษาแบบ Smart City

Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ BenQ มองว่านิยามของคำดังกล่าวไม่ใช่มีเพียงแค่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง Smart Education, Smart Life, Smart People และ Smart Device ด้วย

นายวัชรพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า นอกจากนี้ เบ็นคิวยังมีจุดแข็งในเรื่องของระบบการจัดการหลังบ้านเจ้าเดียวที่สามารถจัดการได้ในระยะไกล ส่วนของจอ IFP โดยทีมงาน IT ของแต่ละโรงเรียนสามารถควบคุมการสั่งปิดเครื่องออนไลน์ได้ผ่านระบบซอฟต์แวร์บนคลาวน์ หรือจะอัปเดตเฟิร์มแวร์ หรือลงแอปพลิเคชันออนไลน์ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเดินมาที่หน้าจอ หรือครูสามารถดึงตารางการเรียนการสอนเชื่อมต่อกับ Smart Classroom, Google Classroom มาใช้งานได้โดยไม่ต้องผ่าน Google Workspace for Education



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน